fbpx

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไตรมาส2 เป็นจุดต่ำสุด ห่วงคนตกงานพุ่ง จับตาการระบาดรอบ2

กรุงเทพ ฯ 30 มิ.ย. – ธนาคารแห่งประเทศไทย มองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/63 เป็นจุดต่ำสุด ขณะที่ครึ่งปีหลังยังต้องติดตามการระบาดรอบ 2 ของประเทศขนาดใหญ่ พร้อมแสดงความเป็นห่วงตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้เสียมีสัญญาณเพิ่มขึ้น แต่มั่นใจไม่กระทบระบบสถาบันการเงินไทยเหมือนปี2540 


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นเดือนที่ 2 ที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างเต็มตัว โดยเศรษฐกิจไทยหดตัวสูงขึ้น แม้เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศรวมทั้งไทย  แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจากการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจและแรงงานในภาคที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว มูลค่าส่งออกติดลบสูงถึง 23.6% แต่หากไม่รวมทองคำจะติดลบถึง 29% ซึ่งเป็นการหดตัวในทุกหมวดสินค้าส่งออกและเกือบทุกตลาด ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการนำเข้าสินค้าหดตัวสูงขึ้นตาม ทั้งนี้การใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆหดตัว 

อย่างไรก็ตามเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีแม้มีความเปราะบางมากขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานพบว่ามีความเปราะบางมากขึ้นจากการที่จำนวนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานในระบบประกันสังคมที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคมมีจำนวนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงาน 330,000 คน และผู้ถูกเลิกจ้างจำนวน 110,000 คน ทั้งนี้ ธปท. เห็นด้วยกับแผนใช้เงินฟื้นฟู 400,000ล้านบาทซึ่งเน้นไปที่การจ้างงาน


โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุด และจะติดลบน้อยลงในไตรมาส 3 และ 4 และทั้งปีติดลบ 8.1% อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามการระบาดรอบ 2 ในประเทศใหญ่ๆ โดยเฉพาะสหรัฐ ซึ่งหากรุนแรงจนถึงขั้นมีการปิดเมืองเหมือนรอบแรกก็เสี่ยงที่จะฉุดเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้ง เสถียรภาพทางการเงินโลก เช่น ตลาดพันธบัตร และการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนในประเทศต้องติดตาม หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL มีสัญญาณเพิ่มขึ้น  แต่เชื่อว่าระบบสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งอันดับต้นๆ ในโลก รองรับเศรษฐกิจที่ติดลบได้ ไม่เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี2540 .-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

อาลัย "เจนจิรา" อดีตนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติ

อาลัย “เจนจิรา” อดีตนักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติ

สวดพระอภิธรรมศพ เจนจิรา ศรีสงคราม อดีตนักกีฬายิงปืนหญิงทีมชาติไทยคืนแรกเมื่อวานนี้ เพื่อนๆ ร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

พ่อค้ากุ้งดวงเฮงถูกหวย 30 ล้าน จนเมียเป็นลม

คนลพบุรีดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 จำนวน 2 ราย รายแรกเป็นพ่อค้ากุ้ง ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 5 ใบ รวย 30 ล้าน ส่วนอีกรายเป็นวินมอเตอร์ไซค์ ถูกรางวัล 2 ใบ รับ 12 ล้าน

หนุ่มใหญ่ออกรถใหม่ขี่ได้ 30 กม. เสียหลักล้มดับอนาถ

หนุ่มใหญ่วัย 45 ปี ขี่รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มคว่ำดับ พบเพิ่งออกรถใหม่วันแรก ขี่ได้แค่ 30 กม. อีกไม่ถึง กม.จะถึงบ้าน

หมาน่ารักเป็นเหตุ! เจ้าของบ้านถูกแทงเสียชีวิต

หนุ่มเห็นสุนัขน่ารัก จึงตามเข้าไปเล่นด้วยถึงในบ้าน คุณตาเจ้าของบ้านเห็นคิดว่าเป็นขโมย จึงเดินตามไปนอกบ้านโดยด่าทอ และโต้เถียงรุนแรง หนุ่มโมโหเอาไม้ฟาดกลางหัวก่อนจ้วงแทงซ้ำอีก 2 ครั้ง

ข่าวแนะนำ

“น้องอุ้ม” พยาบาลสาวอุ้มผาง ยังไม่รู้สึกตัว-สมองบวม

รพ.ราชวิถี อัปเดตอาการ “น้องอุ้ม” พยาบาลสาวอุ้มผาง บาดเจ็บสาหัสจากเหตุรถฉุกเฉินชนกับรถบรรทุกพ่วงในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก หลังรับมารักษาตัวที่โรงพยาบาล ล่าสุดยังไม่รู้สึกตัว ใช้เครื่องช่วยหายใจ และมีอาการสมองบวม

‘หมอยง’ เผยโอไมครอน แทนที่เดลตา ร้อยละ 90 แล้ว

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา เผยข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน พบว่าภายในช่วงเวลา 1 เดือน ตรวจพบได้ประมาณร้อยละ 90 เเล้ว คาดจะเข้ามาแทนที่เชื้อทั้งหมดภายในเดือนนี้ ตามหลักของวิวัฒนาการ

“โรคตุ่มน้ำพองใส” อาจเกิดได้ หลังฉีดวัคซีนโควิด-19

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ชี้โรคตุ่มน้ำพองใสหลังการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดร่วมกันหรือเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากวัคซีนต้านโควิด-19 ได้ ซึ่งจะพบได้ไม่มาก