กรุงเทพฯ 21 ก.ย.- คณะทำงานด้านอำนวยการ กอนช. คาดปลายเดือน ก.ย. ต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค. จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นอีก ทั้งมีแนวโน้มว่าจะมีพายุ 1-2 ลูก ที่จะเคลื่อนตัวสู่ประเทศไทยในช่วงต้นเดือน ต.ค. จึงประชุมหารือกำหนดเกณฑ์บริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านอำนวยการ กอนช. ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร
ดร.สุรสีห์ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือน ก.ย.-ต.ค.65 พบว่ามีแนวโน้มของปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มของร่องมรสุมพาดผ่านพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รายงานว่ามีแนวโน้มของพายุ 1-2 ลูกที่จะเคลื่อนตัวสู่ประเทศไทย คาดว่าจะเข้ามาในช่วงต้นเดือน ต.ค.65 ซึ่งจะต้องมีการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมจึงพิจารณาร่วมกันถึงการกำหนดเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ในขณะที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตราประมาณ 1,980 ลบ.ม. ต่อวินาที ทั้งนี้ กรณีหากมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม. ต่อวินาที จะบริหารจัดการน้ำลงมายังท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและระบายออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของเขื่อนเจ้าพระยา โดยพิจารณาปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำป่าสักที่จะไหลเข้ามาสมทบด้วย เบื้องต้นกำหนดให้มีปริมาณน้ำ ณ สถานี อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งปรับลดลงจากเกณฑ์เดิม ซึ่งอยู่ในอัตรา 3,500 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรณีมีฝนตกหนักในพื้นที่ ซึ่งการลดปริมาณน้ำไหลผ่าน อ.บางไทร จะทำให้ลำน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีศักยภาพในการระบายน้ำได้ดี สามารถรองรับการระบายน้ำออกจากชุมชนเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้จะมีการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ทุ่งรับน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 10 ทุ่ง ซึ่งก่อนการผันน้ำเข้าทุ่งจะดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ โดยมีกรมชลประทานสนับสนุนข้อมูลให้ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง จ.ชัยนาท ในการพิจารณาการผันน้ำเข้าทุ่ง และทางจังหวัดจะเป็นผู้ประกาศเกณฑ์การรับน้ำเข้าทุ่งให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้า
ทั้งนี้ ปัจจุบันทุ่งรับน้ำดำเนินการเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่า 90% โดยการเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดประมาณช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ และจะมีการรับน้ำเข้าทุ่งในปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือสร้างความเสียหายแก่ประชาชน นอกจากนี้ กอนช. ได้มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาสนับสนุนการปล่อยปลาเพื่อใช้สำหรับเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชนในช่วงระหว่างการรับน้ำเข้าทุ่ง และจะมีการเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว โดยจะยังคงเหลือปริมาณน้ำไว้จำหนวนหนึ่ง ตามนโยบายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. เพื่อใช้สำหรับเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง โดยต้องเป็นพืชที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่
ดร.สุรสีห์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมพร้อมในกรณีมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก กอนช. ได้มอบหมายให้กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ใช้การคาดการณ์จากแนวโน้มปริมาณฝนสูงสุดหรือกรณีการมีพายุจรเกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งนี้ กอนช. ได้ประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยว่าอยู่ในช่วงลานีญา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 20% ของค่าปกติ จึงได้มีการดำเนินงานเชิงรุกล่วงหน้า เช่น การเตรียมพร่องน้ำในเขื่อนต่างๆ
สำหรับสถานการณ์น้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน ยังสามารถรองรับน้ำได้มาก โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ทางภาคเหนือ จึงสามารถรองรับน้ำได้หากมีพายุจรเข้ามา รวมทั้งสามารถกักเก็บไว้ใช้น้ำต้นทุนสำหรับเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กบางแห่ง ขณะนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ทาง กอนช. ได้แจ้งเตือนกรมชลประทานให้ปรับเกณฑ์เพิ่มการระบายน้ำและต้องเฝ้าระวังหากมีฝนเพิ่มขึ้น โดยจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย กอนช. จะมีการประเมินพื้นที่เสี่ยงและแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นอกจากนี้ยังหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งสถานีสูบน้ำ คลองต่างๆ โดยการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันกรุงเทพมหานครและกรมชลประทานเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำตลอดทุกคลองในเขตกรุงเทพมหานครออกสู่แม่น้ำ พร้อมเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อรองรับกรณีเกิดฝนตกจำนวนมาก รวมทั้งการกำจัดผักตบชวาและขยะ ซึ่งพลเอกประวิตรพร้อมสนับสนุนกำลังพลร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยกรุงเทพมหานครจะมีการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม และหากต้องการได้รับการสนับสนุนจะแจ้งมายัง สทนช. เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ต่อไป.-สำนักข่าวไทย