สธ.26 ก.พ.-สธ.ห่วงโรคสุกใส พบมากในเดือน ม.ค.-มี.ค.ทุกปี แนะหากป่วย ให้หยุดเรียน หยุดงานจนกว่าจะหาย ตัดการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เกิดภาวะแทรกซ้อน อันตรายถึงแก่ชีวิต
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูฝน เดือน ม.ค.-มี.ค.ของทุกปี มักพบการระบาดของโรคสุกใส ในปีนี้ตั้งแต่ 1ม.ค.–19 ก.พ.2560 พบผู้ป่วยแล้ว 8,064 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ระบาด โดยเฉพาะสถานที่มีคนอยู่รวมเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเกิดการแพร่ กระจายเชื้อโรคได้ง่าย เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก เรือนจำ เป็นต้น และให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรค หากป่วยขอให้หยุดเรียน หยุดงานจนกว่าจะพ้นระยะการติดต่อคือแผลตกสะเก็ดและแห้งไป ส่วนใหญ่จะประมาณ 5 วันหลังเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ
นพ.โสภณกล่าวว่า โรคนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง ทั่วไปไม่พบโรคแทรกซ้อนแต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางสมองและปอดบวมได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงแก่ชีวิต ได้แก่ ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ผู้กินยากดภูมิต้านทาน ทารกแรกเกิด สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงขอ ให้พบแพทย์เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
ด้านนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคสุกใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่าวาริเซลลา(Varicella virus) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นโรคงูสวัด เชื้อจะกระจายตัวอยู่ในอากาศ ติดต่อทางการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายผู้ป่วย การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย การคลุกคลีใกล้ชิด สัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย หลังรับเชื้อประมาณ10-20 วันจะเริ่มเกิดอาการ มีไข้ต่ำๆ ต่อมาจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะหน้าตามตัวโดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยน เป็นตุ่มพองใสในวันที่2-3วัน หลังจากเริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง เริ่มแห้งตกสะเก็ด รวมเวลา 5-20 วัน ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และในปาก เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่เชื้ออาจหลบอยู่ในปมประสาทและมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ภายหลัง
การป้องกันโรค ทำได้โดยล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ใช้กระดาษทิชชู่ ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากปิดจมูกทุกครั้งเวลาไอ จาม หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนอยู่รวมเป็นจำนวนมาก ไม่คลุกคลีใกล้ชิด และ ไม่ใช้สิ่งของร่วมผู้ป่วย ควรแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ นอกจากนี้ในเด็ก ที่ยังไม่เคยเป็นโรคมาก่อนผู้ปกครองอาจพิจารณานำบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค 2 ครั้ง ครั้งแรกฉีดอายุ 12-18 เดือน และฉีดครั้งที่ 2อายุ 4-6 ปี กรณีไม่ได้ฉีดเข็มแรกตามอายุที่กำหนด ให้ฉีดเข็มแรกและเข็มที่สองเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 เดือน ส่วนวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่13 ปีขึ้นไปจะให้ฉีดวัคซีนเช่นกัน 2 ครั้ง แต่ให้ฉีดห่างกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ .-สำนักข่าวไทย