กทม.1ส.ค.-เปิดผลการปราบปรามนำเข้ารถยนต์หรูเลี่ยงภาษีของ ‘ดีเอสไอ-กรมศุลฯ-กรมการค้าต่างประเทศ’ ประเมินภาษีส่วนที่ขาดจากรถยนต์หรูที่ตรวจสอบ 2 ล็อตจำนวน 124 คัน ถึง 1,838 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ดีเอสไอพบเบาะแสขบวนการนำเข้ารถหรูผ่านนักเรียนไทยในต่างประเทศ
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีเอสไอ นายชัยยุทธ คำคูณ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกันแถลงผลการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์หรูเลี่ยงภาษี
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ขณะนี้กรมศุลกากรได้ประเมินภาษีส่วนที่ขาดของรถยนต์หรูลอต 2 จำนวน 91 คัน พบภาษีอากรขาด 1,165 ล้านบาท รวมการตรวจสอบรถยนต์ 2 ลอต จำนวน 124 คัน รวมมูลค่าภาษีที่ขาดไป 1,838 ล้านบาทในส่วนผู้ซื้อที่ครอบครองรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ที่นำรถเข้ามาให้ดีเอสไอตรวจสภาพ 59 คัน ดีเอสไอได้ส่งคืนรถให้กลับดูแลรักษาโดยไม่เรียกเงินประกัน และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงให้ทำสัญญาประกันเพื่อรับรองว่าพร้อมจะนำรถเข้ามาให้ดีเอสไอตรวจสอบได้ตลอดเวลา ยืนยันว่าดีเอสไอเน้นดำเนินคดีกับผู้ประกอบการนำเข้า หาก ผู้ซื้อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าจะถือเป็นผู้เสียหาย
หลังจากนี้ดีเอสไอจะมีหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อนัดนำรถเข้าตรวจสภาพ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อกลุ่มคนที่แอบอ้างว่าสามารถเคลียร์คดีให้ได้เพราะคดีดังกล่าวดำเนินการตามพยานหลักฐาน และร่วมกันตรวจสอบหลายหน่วยงาน โดยจุดเริ่มต้นการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมาจาก ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ศุลกากรบางกลุ่มว่ามีส่วนรู้เห็นกับการสำแดงนำเข้าราคาเป็นเท็จ จนนำไปสู่การขอเอกสารหลักฐานราคารถยนต์จากประเทศต้นทางซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ยืนยันการสอบสวนไม่มีเจตนากลั่นแกล้งใคร แต่ต้องการเรียกคืนภาษีที่ชำระไว้ไม่ครบถ้วนกลับมาพัฒนาประเทศ คนที่มีเงินซื้อซุปเปอร์คาร์ เชื่อว่าทุกคนอยากจ่ายภาษี เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีการหลบเลี่ยงขั้นตอนนำเข้า ซึ่งดีเอสไอจะดำเนินการกับผู้นำเข้าทุกราย เบื้องต้นลอตแรก 32 คัน มาจากการบริษัทนำเข้า 3 ราย และลอต 2 จำนวน 91 คัน มีผู้นำเข้า 5 ราย โดยกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำหลายบริษัท ทั้งนำเข้า นำรถออกจากด่านศุลกากร และจัดจำหน่าย ความเชื่อมโยงทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องปรากฎตามพยานเอกสาร โดยบริษัทผู้เกี่ยวข้องทุกรายจะถูกเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอย่างครบถ้วนทุกราย ไม่สามารถละเว้นดำเนินการกับรายหนึ่งรายใดได้
ด้านนายชัยยุทธ กล่าวว่า สำหรับรถยนต์ลอตที่ 2 ดีเอสไอ ส่งให้ประเมินภาษีรวม 302 คันได้ทยอยประเมินเสร็จสิ้นแล้ว 91 คัน มี19 คันอยู่ระหว่างการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนอีก 200 คันกำลังเร่งประเมินภาษีให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ขั้นตอนการประเมินจะยึดหลักฐานในราคาจากดีเอสไอนำไปเปรียบเทียบกับใบขนสินค้า และใบอินวอนซ์ที่ผู้นำเข้านำมาแสดงเพื่อผ่านพิธีศุลกากร ซึ่งพบว่าราคาสำแดงทุกคันต่ำกว่าราคาจริง จึงต้องประเมินภาษีที่ขาดจากราคาที่แท้จริง ในส่วนลอตแรกได้แจ้งให้ผู้นำเข้า 3 บริษัท เข้ามาชี้แจงเพื่อให้โอกาสโต้แย้งหากไม่สามารถชี้แจงได้จะเรียกให้นำเงินมาชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับโดยกรมศุลกากรสามารถเรียกค่าปรับได้สูงสุด 4 เท่าของราคาที่แท้จริง
สำหรับการสอบสวนเอาผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่รับราคา จะต้องรอขั้นตอนการสอบสวนคดีอาญาประกอบกันด้วย อย่างไรก็ตามขอชี้แจงกรณีคำสั่งที่ 317 ว่าไม่ใช่การกำหนดราคาของกรมศุลกากร แต่เป็นเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องสำแดงราคานำเข้าที่แท้จริง ซื้อมาเท่าไหร่ต้องสำแดงเท่านั้น เพื่อใช้เป็นฐานพิจารณาภาษี ที่ผ่านมาผู้นำเข้าอาจคิดว่าศุลกากรไม่รู้ราคาที่แท้จริง แต่ปัจจุบันมีช่องทางความร่วมมือที่ทำให้ได้ราคาที่แท้จริงของรถยนต์ ดังนั้น จึงขอเตือนไปยังผู้นำเข้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใด ให้สำแดงราคาที่แท้จริง ป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับผู้นำเข้าได้ในภายหลัง
ขณะที่นายกีรติ กล่าวว่า ปกติจะมีการนำเข้ารถยนต์เก่า หรือรถยนต์ใช้แล้ว ตามที่ให้สิทธิกับนักเรียน หรือคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศที่อาจผูกพันธ์กับรถยนต์ที่ใช้งานระหว่างอยู่ต่างประเทศให้สามารถนำรถกลับมาใช้ในประเทศได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องอยู่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปีครึ่งและต้องมีใบขับขี่ในต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ใช้งานจริง โดยขั้นตอนนำเข้าจะพิจารณาจากเอกสารเนื่องจากกรอบการอนุญาตต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 25 วัน ในขั้นตอนดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะไม่เห็นรถที่ขอนำเข้า ซึ่งเอกสารที่มายื่นขออนุญาตพบว่าเป็นเอกสารถูกต้อง แต่มีข้อสังเกตเมื่อปี 2559 ซึ่งพบว่ามีการนำเข้ารถจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่น จึงได้สุ่มตรวจสอบพบรถยนต์ 20 คัน มีเอกสารถูกต้อง 2 คัน จึงได้ขอความร่วมมือกรมการขนส่ง ประเทศญี่ปุ่น ตรวจสอบพบว่าเป็นใบขับขี่ปลอม ทะเบียนรถปลอม กรมการค้าต่างประเทศ จึงได้หารือกับดีเอสไอเพื่อตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่ 2550 เกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์ของนักเรียนไทยในต่างประเทศซึ่งพบว่ามีกว่า 800 คัน นอกจากนี้ทบทวนกฎระเบียบการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงภาษี
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ในส่วนการนำเข้ารถยนต์ใช้ของนักเรียนไทยในต่างประเทศพบเบาะแสการโอนเงินล่วงหน้าให้นักเรียนไทยเพื่อเป็นค่าจ้างซื้อรถ โดยให้เซ็นใบมอบอำนาจขายรถยนต์ไว้ก่อนและพบว่ามีนักเรียนไทยประมาณ 20 คน มอบอำนาจให้ทนายเพียงคนเดียวขออนุญาตนำเข้ารถใช้แล้วทั้งหมด ดีเอสไอขอเวลาสักระยะในการตรวจสอบเพื่อหาความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่นำเข้ารถยนต์ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะเชื่อว่ามีขบวนการนำรถซุปเปอร์คาร์ มาสอดแทรกในบัญชีนำเข้ารถยนต์ของนักเรียนไทยในต่างประเทศ .-สำนักข่าวไทย