กรุงเทพฯ 31 ต.ค. – EGCO มุ่งปิดดีลใหม่หนุนรายได้โตปีละไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ตามแผน เตรียมลุยโครงสร้างพื้นฐาน-ไฟฟ้า ในอเมริกา-อาเซียน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอ็กโก กรุ๊ป (EGCO) เปิดเผยว่า บริษัทติดตามสถานการณ์สงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ซึ่งคาดหวังว่าจะไม่บานปลาย แต่หากบานปลายแล้วราคาพลังงานปรับขึ้นไปเหมือนปี 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซียบุกยูเครน ทางบริษัทคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นลักษณะส่งต่อเข้าไปในราคาขายอยู่แล้ว และคาดว่าจะไม่มีผลต่อการเจรจาซื้อขายกิจใหม่ (ดีล) ที่บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจา ที่ตั้งเป้าหมายจะซื้อกิจการราว 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยในปีนี้เป็นไปตามแผน
ล่าสุดเตรียมการเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 50% ในพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าคัมแพซ (Compass Portfolio) จำนวน 3 แห่ง กำลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ ในประเทศสหรัฐ คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในช่วงปลายปีนี้ และบริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโรงไฟฟ้าใหม่ในภูมิภาคอาเซียน-สหรัฐเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินช่วงต้นปีหน้าเช่นกัน

สำหรับปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สปป ลาว, ไต้หวัน, สหรัฐ, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย มีกำลังการผลิตรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 7,023 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นกำลังการผลิตในต่างประเทศสัดส่วน 57% และในประเทศ 43% พร้อมแบ่งตามสัดส่วนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติ 61% ถ่านหิน 19% และพลังงานหมุนเวียน 20%
“คาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4/66 จะทำจุดสูงสุดของปี เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโรงไฟฟ้า เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว จึงทำให้ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับบริษัทจะมีการปิดดีลการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าจากสหรัฐเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะหนุนทำให้บริษัทมีการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หากปิดดีลโรงไฟฟ้าคัมแพซได้ตามแผน บริษัทจะบันทึกรายได้เข้ามาในงบทันที และคาดว่าจะผลักดันให้สัดส่วนกำไรจากพอร์ตการลงทุนในสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว กำลังการผลิตไฟฟ้าในสหรัฐรวมเป็น 1,926 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 27.4% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมดของบริษัท” นายเทพรัตน์ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สปป ลาว, ไต้หวัน, สหรัฐ, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย โดยมีกำลังการผลิตรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 7,023 MW โดยแบ่งเป็นกำลังการผลิตในต่างประเทศสัดส่วน 57% และในประเทศ 43% พร้อมแบ่งตามสัดส่วนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติ 61%, ถ่านหิน 19% และพลังงานหมุนเวียน 20% แนวโน้มรายได้รวมปีนี้จะเติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 61,725 ล้านบาท เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่คาดจะเข้ามามากกว่าเป้าหมายที่ 1,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ในส่วนของงบลงทุนคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้. -สำนักข่าวไทย