ปลัดสธ.ย้ำอีกแก้กม.บัตรทอง ไม่กระทบสิทธิประโยชน์ประชาชน

สธ.19 มิ.ย.-ปลัด สธ. ชี้แจงยืนยันแก้ กม.หลักประกันสุขภาพ ครั้งนี้ แก้เรื่องการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ไม่กระทบกับสิทธิประโยชน์หรือสิทธิบริการใดๆของประชาชน


นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ4ภาคออกแถลงการณ์คัดค้านและแสดง ออกไม่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์แก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ว่า ตนได้ปรึกษา นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้ชื่นชมการทำประชาพิจารณ์ที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นกัน  อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ประชาพิจารณ์นี้ ก็ไม่ใช่ร่างหลักที่จะใช้ เพราะจะมีการปรับปรุงจากการทำประชาพิจารณ์ และเดิมที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและตนก็ไม่อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อมีคำถามและอาจเกิดความไม่เข้าใจก็จำเป็นต้องออกมาย้ำว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นในเรื่องของการปรับแก้การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้ไปแตะต้องกับสิทธิประโยชน์ หรือสิทธิบริการใดๆของประชาชนเลย


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มไม่เห็นด้วยมองว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้เอื้อประโยชน์ต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อดึงอำนาจกลับคืน นพ.โสภณ กล่าวว่า ไม่เคยคิดจะยึดอำนาจใครเลยตั้งแต่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ พวกตน หน่วยบริการก็ทำงานและเคารพ พ.ร.บ.ที่มีมาโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ซื้อให้บริการเพื่อประชาชน ทางกระทรวงฯ ก็มี รพ.ให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งคิดว่าควรมาร่วมกันคิดร่วมกันทำงานเพื่อประชาชนมากกว่า ไม่ใช่มาแบ่งกันว่า ผู้ซื้อ ผู้ขาย

“กรณีการแก้ไขให้ปลัด สธ.ไปเป็นรองประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)นั้น ส่วนตัวว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะคณะ กรรมการดูให้สมดุลกันก็เพียงพอแล้ว เพราะที่ผ่านมามี รมว.สาธารณสุขเป็นประธาน อย่างผมก็เป็นกรรมการ ซึ่งมองว่า หากกรรมการหากบอร์ดคิดถึงประโยชน์ประชาชน คิดถึงความเป็นจริงในการให้บริการ ที่จะส่งผลต่อการบริการประชาชน มีจุดยืนที่ประชาชนเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ คือถ้าเราทำอะไรที่ไม่ยึดหลักพวกพ้อง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก็จะไม่มีปัญหา” ปลัดสธ.กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มไม่เห็นด้วยมองว่าการแก้กฎหมายแยกเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ถือเป็นการดึงอำนาจกลับคืนและจะส่งผลกระทบต่อระบบในเรื่องการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ นพ.โสภณ กล่าวว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมามีการวมเงินเดือนอยู่ในงบเหมาจ่าย ก็เห็นผลชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาการกระจายตัวของบุคลากรเลย แต่กลับทำให้เกิดปัญหางบประมาณของหน่วยบริการไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรน้อย อย่างสมุทรสงคราม และสิงห์บุรี เนื่องจากเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวที่ รพ.ได้รับ กลับมีงบเหลือไม่เพียงพอที่จะให้บริการแก่ประชาชน อย่าง รพ.บางแห่งติดหนี้ จนไม่สามารถสั่งซื้อยาเข้ามาได้ แต่หากมีการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวแล้ว จะทำให้ทุกรพ.ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อใช้เป็นการบริการประชาชนที่เท่ากัน เพราะไม่ต้องมีตัวแปรเงินเดือนมาเกี่ยวข้อง ยกเว้นบางรพ.ที่อาจได้รับเพิ่ม เพราะเป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากอยู่ห่างไกล อยู่บนเกาะ เป็นต้น

“เรื่องแยกเงินเดือนมีการศึกษามาก่อนว่าจำเป็นต้องแยกออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ก็บอกว่าจำเป็นต้องเอาเงินเดือนแยกออกมา เพราะหากทำแล้วระบบจะอยู่ได้ และจะส่งผลดีต่อการบริการประชาชน ซึ่งเรื่องพวกนี้มีข้อมูลการันตี และรพ.ในพื้นที่ก็ประสบปัญหาจริงๆ สุดท้ายก็จะส่งผลต่อประชาชน อย่างรพ.อินทร์บุรี รพ.สิงห์บุรี ในจ.สิงห์บุรี และรพ.สมุทรสงคราม” นพ.โสภณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า กรณีถูกมองว่าเป็นการแก้กฎหมายที่นอกเหนือจากมาตรา 44 คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ให้แก้ปัญหาการบริหารจัดการ นพ.โสภณ กล่าวว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่ง คสช.ที่ต้องการปลดล็อกให้การบริหารจัดการทำงานได้ อย่างการจัดซื้อยารวมของสปสช. เดิมทีคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทักท้วงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการทำตรงนี้ ซึ่งตนถามว่าการซื้อยาร่วมทำไมต้อง1.ให้สปสช.ซื้อ หรือ2. ให้กระทรวงฯซื้อ แต่ทำไมไม่เลือกทางเลือกที่ 3. คือ ให้ทั้งสปสช.และกระทรวงฯร่วมกันซื้อเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำไมเราทำงานร่วมกันไม่ได้ ทั้งที่ตอนนี้เป็นยุคปฎิรูป ยุคปรองดอง

“สำหรับการแก้กฎหมายบัตรทองนั้น ขณะนี้ นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการพิจารณายกร่างพ.ร.บ.กำลังประสานสถาบันพระปกเกล้า มาประเมินผลกระทบจากการแก้ พ.ร.บ.ฯด้วย ล่าสุดทางกระทรวงฯร่วมด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างร่างรายละเอียดในการจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอขึ้น ซึ่งจะเป็นการบูรณาการงบประมาณด้านคุณภาพชีวิตทั้งหมด ทั้งงบส่วนของสธ.งบท้องถิ่น งบกองทุนสุขภาพตำบล งบหน่วย งานต่างๆ เพื่อให้ทำงานโดยไม่ซ้ำซ้อน เช่นเรื่องการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ หากมีงบของหน่วยงานอื่นเข้าไปแล้ว ทางสธ.ก็ไม่ต้องส่งไปต่อ เพื่อให้ไม่ซ้ำซ้อนและนำงบไปใช้อย่างอื่นได้อีก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างรายละเอียด ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีฯ ได้นำเรียนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยจะตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ทั้งหมดก็เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ”ปลัดสธ.กล่าว.-        สำนักข่าวไทย 

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

ทีมกู้ภัยเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายแผ่นดินไหวเมียนมา

ทีมกู้ภัยยังเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา แม้จะผ่านมา 4 วันแล้ว จนกลิ่นศพเริ่มคละคลุ้งไปทั่ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตใกล้แตะหลัก 3,000 ราย

ตึกถล่มพบเสียชีวิตเพิ่ม

พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ทีมกู้ภัยเร่งกู้ร่าง

พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ในพื้นที่โซน B และโซน C มีซากอาคารถล่มทับร่างอยู่ ทีมกู้ภัยเร่งกู้ร่างและค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารต่อเนื่อง

ข่าวแนะนำ

ค้นหาผู้สูญหายตึกถล่ม

ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปรับแผนค้นหาผู้สูญหายตึกถล่ม

ครบ 7 วันเหตุแผ่นดินไหว อาคารถล่ม ล่าสุดผู้ว่าฯ กทม. สั่งปรับแผนค้นหาผู้สูญหาย ใช้เครื่องจักรหนักรื้อถอนทุกโซน เบื้องต้นพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 2 ร่าง ยังไม่สามารถนำออกมาได้

เจาะโซน C และ D สำเร็จ อีก 1 เมตรถึงลิฟต์-บันไดหนีไฟ

กู้ภัย เผยเจาะโซน C และ D ได้สำเร็จ อีก 1 เมตรถึงลิฟต์และบันไดหนีไฟ เชื่อมีผู้สูญหายติดอยู่โซนนี้จำนวนมาก หลังพบเสียงขอความช่วยเหลือจากโซน B ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

ลุ้นช่วยผู้รอดชีวิต หลังพบสัญญาณชีพ

ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายจากอาคาร สตง.ถล่ม ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ขณะนี้ในพื้นที่เสียงเครื่องจักรหนักหยุดลง เป็นสัญญาณว่าทีมกู้ภัย ทั้งเจ้าหน้าที่ค้นหาและสุนัข K9 กำลังเข้าไปเดินสำรวจหลายจุด ซึ่งปฏิบัติการตลอดทั้งวันนี้เน้นจุดโซน B หลังจากช่วงคืนที่ผ่านมา (2 เม.ย.) มีสัญญาณตอบกลับจากผู้ที่คาดว่าจะรอดชีวิต

สภาฯ ถก 11 ญัตติ หาทางรับมือแผ่นดินไหว-ภัยพิบัติ

สภาฯ ถก 11 ญัตติ หาทางรับมือแผ่นดินไหว-ภัยพิบัติ ชง “ครม.” ผุดมาตรการตรวจสอบ “บ.รับจ้าง” ขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา หวังป้องกันเหตุซ้ำรอยตึก สตง. ถล่ม