พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน

กรุงเทพฯ 29 ส.ค. – พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน ชูแนวคิดเชิงนโยบายของข้าราชการรุ่นใหม่ มุ่งขาดดุลงบประมาณใกล้เคียงร้อยละ 3.0


นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน พลิกโฉมการคลังสู่ความยั่งยืน (Fiscal Transformation) ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายทั้งภายในและนอกประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลให้กับประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ 1) การปรับสมดุลทางการคลัง มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ โดยการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และการสร้างรายได้จากการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ ประกอบกับพิจารณาการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน

2) การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีแนวทางในการดำเนินการหลากหลายด้าน อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบด้าน การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local Content) การลงทุนโดยรวมขยายตัวในอนาคตช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในเกณฑ์ดี ทำให้ขนาดการขาดดุลงบประมาณปรับตัวลดลงใกล้เคียงร้อยละ 3.0 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) และส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับตัวอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและเอื้อต่อการเพิ่มพื้นที่ ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ รวมถึงสามารถรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต


สำหรับการนำเสนอผลงานวิชาการของข้าราชการ สศค. ในหัวข้อ “Fiscal Transformation: Mastering Risks to Secure the Future ถอดรหัสความเสี่ยงสู่บทเรียนแห่งความสำเร็จ” นำเสนอโดย (1) นายนวพล ภิญโญอนันตพงษ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารความเสี่ยงและวินัยการคลัง กองนโยบายการคลัง (2) นางสาวภัทราพร เกิดแก้ว เศรษฐกรชำนาญการ ส่วนบริหารความเสี่ยงและวินัยการคลัง กองนโยบายการคลัง และ (3) นางสาวศิวพร พรหมวงษ์ เศรษฐกรชำนาญการ ส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงินและต่างประเทศ กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยผู้นำเสนอผลงานวิชาการทั้งสามได้เผยผลการวิเคราะห์ถอดรหัส “ความเสี่ยงทางการคลัง” ใน 3 มิติ ดังนี้

  1. มิติด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม พบว่า เศรษฐกิจและสังคมไทยในยุคหลังสถานการณ์
    การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ และอุตสาหกรรมยาสูบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่อาจไม่ทันต่อความก้าวหน้าด้านดิจิทัล รวมไปถึงปัจจัยภายนอกประเทศจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางธรรมชาติ ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ดังกล่าวได้สร้างความเปราะบางให้แก่ภาคการคลัง
    ทั้งทางตรงผ่านการบั่นทอนศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐให้ลดลง กดดันให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น และทางอ้อมผ่านศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง และเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ทำให้การปรับสมดุลทางการคลังในยุคหลัง COVID-19 ของประเทศไทยดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน
  2. มิติด้านการคลัง พบว่า (1) ด้านหนี้ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังสำหรับการก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีกระดับหนึ่ง ภายใต้ความระมัดวังรอบคอบ ทั้งนี้ รัฐบาลควรเก็บพื้นที่ทางการคลังดังกล่าวไว้รองรับกรณีเกิดวิกฤตขึ้นในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดปรับสมดุลทางการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ด้านหนี้ ควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้น (2) ด้านรายจ่าย รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนในระยะปานกลางยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ แม้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากในอดีต โดยมีข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายควบคุมรายจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนและพัฒนาคุณภาพบุคลากรภาครัฐ รวมถึงควบคุมรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตลอดจนจัดสรรรายจ่ายสวัสดิการประชาชนเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ และแก้ไขความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนประกันสังคม และ (3) ด้านรายได้ ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ภาครัฐของไทยยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่รายจ่ายที่ยากต่อการลดทอนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับการขาดดุลงบประมาณในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพด้านหนี้ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินการเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้เพียงพอกับนโยบายด้านรายจ่าย และเอื้อต่อการควบคุมระดับหนี้สาธารณะ รวมถึงให้ทัดเทียมกับระดับสากลต่อไป

  1. มิติด้านกฎหมาย พบว่า บทบาทของเกณฑ์วินัยการคลังของไทยในปัจจุบัน (1) สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศในภาพรวมได้ โดยระดับเพดานหนี้สาธารณะในปัจจุบันสอดคล้องกับเกณฑ์สากลในหลายประเทศ และยังต่ำกว่าระดับจุดหักเปลี่ยน (Critical point) ของหนี้สาธารณะที่จะเริ่มส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีกรอบการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ช่วยจำกัดการก่อหนี้ใหม่ในแต่ละปี และกำหนดวัตถุประสงค์การกู้เงินให้เป็นไปเพื่อโครงการลงทุนเท่านั้น

(2) มีกลไกที่ยืดหยุ่นสำหรับกรณีเกิดวิกฤตภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดูแลเสถียรภาพ
ทางเศรษฐกิจ โดยในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการหรือกู้เงินในระดับสูง สามารถพิจารณาการลดรายจ่ายลงทุนหรือออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกู้เงินเพิ่มเติมได้ รวมถึงสามารถขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ชั่วคราว
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ในช่วง 2 ปีงบประมาณล่าสุด พบว่า ระดับการขาดดุลงบประมาณอยู่สูงเกินกว่าจุดที่เอื้อต่อการรักษาเสถียรภาพด้านหนี้ โดยเพิ่มขึ้นเกือบเต็มหรือสูงกว่ากรอบเพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหากยังไม่มีการปรับสมดุลทางการคลัง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในระยะปานกลางอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าเพดานตามกฎหมาย ณ ปัจจุบันที่ร้อยละ 70 ต่อ GDP และเข้าสู่พื้นที่ทางการคลังที่ต้องสำรองไว้ในกรณีเกิดวิกฤต


นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของงบประมาณรายจ่ายเริ่มส่งสัญญาณไม่เพียงพอต่อการจัดสรรรายจ่ายลงทุนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย จึงสะท้อนให้เห็นว่า เกณฑ์วินัยการคลังได้ส่งสัญญาณเตือนให้รัฐบาลต้องเร่งรัดปรับสมดุลทางการคลังอย่างจริงจัง เพื่อบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทางการคลังให้กลับพร้อมใช้งานและอยู่ในสภาพที่มีเสถียรภาพอีกครั้ง

จากการถอดรหัสความเสี่ยงทางการคลังจากทั้ง 3 มิติ ซึ่งมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการปรับสมดุลทางการคลังได้อย่างเป็นระบบ โดยมิติด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ได้มาซึ่ง “แผนที่” ที่ช่วยให้เข้าใจถึงอุปสรรคและปัจจัยเสี่ยงทางการคลัง เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด มิติด้านภาคการคลัง ทำให้ได้มาซึ่ง “เข็มทิศ” ที่บอกตำแหน่งความเสี่ยงและกำหนดทิศทางในการปรับสมดุลทางการคลังที่เหมาะสมในอนาคต และมิติด้านกฎหมาย ทำให้ได้มาซึ่ง “มาตรวัด” ที่คอยจับจังหวะและบ่งชี้สภาวะของภาคการคลังอย่างแม่นยำ เพื่อส่งสัญญาณให้รัฐออกแบบนโยบายการคลังอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ สศค. มุ่งหวังว่า หากประเทศไทยสามารถบูรณาการการใช้ประโยชน์จากแผนที่ เข็มทิศ และมาตรวัด ในการปรับสมดุลทางการคลังดังกล่าว ให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเกิดเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ภาคการคลังไทยสามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรค และพาประเทศไทยในยุคหลัง COVID-19 ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน.-515- สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

งัดอัยการศึกคุมพื้นที่ “ บ้านหนองจาน” หลังกัมพูชาก่อจลาจล

29 ส.ค.- งัดอัยการศึกคุมพื้นที่ “ บ้านหนองจาน” ขีดเส้นถนนศรีเพ็ญ เป็นแนวรักษาความสงบ ห้ามพกพาอาวุธ ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงโดยพลการ ประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง การกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยจังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร อำเภอวังสมบูรณ์ และอำเภอวังน้ำเย็น นั้น โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชา ได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทยพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศ ให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิบไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง […]

“ปลอดประสพ” โชว์ผลงานร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมการประมง

รัฐสภา 28 ส.ค.-“ปลอดประสพ” โชว์ผลงานร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ.. ผ่าน กมธ.ร่วม สส.-สว.แล้ว เห็นชอบกฎหมายฉบับใหม่ราบรื่น ย้ำเป็นกฎหมายเพื่อทุกคน เกื้อหนุนประมงไทยโตขึ้น นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้มีการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ….ในนาม สส.และรัฐบาล ที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ จึงขอมอบกฎหมายประมงฉบับใหม่นี้ให้กับประชาชนชาวไทยแม้ว่ายังจะไม่เข้าสภา แต่เชื่อจะไม่มีปัญหาใดใดๆ อย่างแน่นอน พร้อมย้ำว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาชาวประมงไทยจำนวนนับ 100,000 คน ย่ำแย่กับเศรษฐกิจด้านการประมง ประเทศเสียหายอย่างมาก จากที่เคยเป็นประเทศประมง ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และไทยส่งออกมูลค่านับ 100,000 ล้านบาท กลับกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าสัตว์น้ำ แม้ปลาทูยังต้องนำเข้า ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนตัวเข้าใจและเห็นใจโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คสช. ถูกกดดันจากสมาชิกสหภาพยุโรป ทำให้มีการแก้กฎหมายประมงในช่วงนั้น […]

กองทัพไทย เคาะสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เขต อ.อรัญประเทศ

สระแก้ว 23 ส.ค.-กองทัพไทย เคาะสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา จุดแรกบริเวณหลักเขตที่ 50-51 เขต อ.อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กม. เชื่อเริ่มดำเนินการได้เป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมคณะลงพื้นที่เพื่อสำรวจแนวชายแดนตั้งแต่หลักเขตที่สี่ 48 ต่อเนื่องถึง 51 บริเวณพื้นที่บ้านป่าไร่ ถึงบ้านท่าข้าม ในเขต อ.อรัญประเทศ โดยการสำรวจดังกล่าวเพื่อเตรียมสร้างแนวกำแพงแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นบริเวณหลักเกณฑ์ที่ห้า 50 และ 51 ซึ่งไทยและกัมพูชาเห็นตรงกันแล้วในเรื่องเขตแดน จะสร้างเป็นรั้วถาวรเป็นจุดแรกระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะบริเวณอื่นๆ ซึ่งยังมีการอ้างสิทธิ และยังไม่มีข้อสรุปเรื่องเขตแดนที่ชัดเจน เบื้องต้นก็จะสร้างเป็นแนวรั้วชั่วคราวด้วยวิธีการตัดถนนเลียบตลอดแนวชายแดนและวางรั้วลวดหนามหีบเพลงสามชั้น พร้อมติดกล้องวงจรปิดในจุดที่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ในการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมไปถึงการลาดตระเวนตรวจตรา นอกจากนี้การปรับพื้นที่ให้โล่งก็จะทำให้การลักลอบผ่านแดนตามช่องทางธรรมชาติยากขึ้น ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และปัญหาสแกมเมอร์ ได้ โดยการดำเนินการจะเริ่มต้นทันทีที่นำเรื่องเข้าขออนุมัติจากสภาความมั่นคงแห่งชาติและไม่ได้ติดขัดในเรื่องงบประมาณแต่อย่างใด เชื่อว่าภายในปีนี้น่าจะเห็นแนวรั้วกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มต้นเกิดขึ้นได้ ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการลงในรายละเอียดพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนตามแนวชายแดนที่บางส่วนอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็เชื่อว่าประชาชนพร้อมที่จะเสียสละเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของส่วนรวม พลตรี วันชนะ สวัสดี ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมยุทธการทหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำรั้วตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชาเกิดขึ้นจากข้อเรียกร้องของประชาชน […]

“ภูมิธรรม” คุย ผบ.ตร. ก่อนประชุม ก.ตร. คาดปมหนังสือร้องเรียน

กทม. 28 ส.ค.-“ภูมิธรรม” คุย ผบ.ตร. ถกลับเข้ม ก่อนประชุม ก.ตร. คาดปมหนังสือร้องเรียน “บิ๊กเต่า” เป็นเหตุทำโผนายพล 136 ตำแหน่งสะดุดไม่ลงตัว ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 7/2568 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 มีระเบียบวาระการประชุม 5 วาระ ประกอบด้วย วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ /วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 6/2568 /วาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ เรื่องที่ 1 รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.สืบสวนสอบสวน ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ทำการแทน เรื่องที่ 2 รายงานผลตามมติ […]

ข่าวแนะนำ

จับโจรลักทอง-เงินสด วัดนามะตูม เชื่อมีคนชี้เป้า

ชลบุรี 29 ส.ค. – รวบแล้วคนร้ายงัดกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม จ.ชลบุรี ขโมยทองคำ-เงินสด ที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม 28 พระองค์ เชื่อเกลือเป็นหนอน มีคนชี้เป้า ภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นคนร้ายเข้ามางัดประตูกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม จ.ชลบุรี โดยใช้เวลาไม่กี่นาที เข้าไปขโมยทองคำและเงินสดกว่าล้านบาท แล้วหลบหนี เมื่อช่วงวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (29 ส.ค.) ตำรวจ สภ.พนัสนิคม แกะรอยจนติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ที่ จ.สุรินทร์ พร้อมของกลางทองคำและเงินสดจำนวนหนึ่ง ผู้ต้องหาอ้างว่านำไปขายแล้วบางส่วน ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างนำตัวผู้ต้องหากลับมาสอบสวนต่อที่ สภ.พนัสนิคม เจ้าของพื้นที่ นางชนิษฐา อายุ 65 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันเป็นสมาชิก อบต.นามะตูม เปิดเผยว่า ช่วยงานที่วัดมานานหลายปี ตั้งแต่สมัยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จนเป็นสมาชิก อบต. พระอาจารย์เป็นพระนักปฏิบัติและพัฒนาอยู่ต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยเหลือเด็กยากไร้ประจำ จากข่าวที่ออกไปเป็นทองที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคไว้ในงานเททองหล่อสมเด็จองค์ประฐม 28 พระองค์ และเพิ่งหล่อไปเพียง 1 พระองค์ เหลืออีก 27 พระองค์ […]

“แพทองธาร” เข้าทำเนียบฯ ลุ้นศาล รธน.วินิจฉัยปมคลิปเสียง

ทำเนียบ 29 ส.ค.- “นายกฯ แพทองธาร” เข้าทำเนียบฯ แล้ว ลุ้นศาล รธน.วินิจฉัย ปมคลิปเสียง ก่อนยิ้มโบกมือทักทายสื่อ เมื่อเวลา 12.35 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี ได้หันมาโบกมือและไหว้ทักทายกองทัพสื่อมวลชน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรอฟังการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 15.00 น. .-316 -สำนักข่าวไทย

เกาะติดชี้ชะตาเก้าอี้นายกฯ ยังไม่พบมวลชนเคลื่อนไหว

29 ส.ค. – จับตา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคุณสมบัติ “นายกฯ แพทองธาร” ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ปมคลิปเสียงคุย “ฮุน เซน” หลังนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติในช่วงเช้า ด้านตำรวจตรึงเข้มดูแลความปลอดภัย ยังไม่พบมวลชนมาเคลื่อนไหว.-สำนักข่าวไทย

“ภูมิธรรม” ยันไม่มีดีลพลิกขั้วรัฐบาล มั่นใจพรรคร่วม

ทำเนียบ 29 ส.ค.- “ภูมิธรรม” ยันไม่มีดีลพลิกขั้วรัฐบาล จะพูดคุยจนถึงตี 2 ก็เชิญ ไม่มีปัญหา มั่นใจพรรคร่วมฯ โยนถามคนปล่อยสูตร 270 เสียง มอง “บิ๊กป้อม-อนุทิน” กินข้าวกัน เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ใครกินข้าวกับใครก็ได้ ระบุให้กำลังใจนายกฯ ทุกวัน ทุกอย่างเป็นดุลยพินิจของศาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว เมื่อคืนที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงสูตรพลิกขั้วรัฐบาล มีการส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่า ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณและเรื่องดีลข้ามขั้วนั้น มีการพูดกันมานาน จะเป็นเดือนแล้ว ไม่เป็นไรทุกอย่างชัดเจน เรามั่นใจว่านายกรัฐมนตรีแสดงความจริงใจ ในการทำทุกอย่างและมีความตั้งใจจริงในการที่จะทำ ไม่ได้มีปัญหาอย่างที่ถูกกล่าวหา ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าเป็นดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเราก็รับดุลยพินิจถ้าศาลตัดสินใจอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น เราได้แสดงหลักฐานทุกอย่างแล้ว ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านจะประชุมกันจนถึงตีสอง ก็เชิญประชุม ไม่มีปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่เขาจะต้องทำ “ทุกครั้งที่มีเรื่องสำคัญเขาก็ประชุม จะไปถามว่ามีเงินเท่านั้นมาซื้อ ผมว่า อย่าไปไร้สาระ เรื่องต่างๆ เอาเรื่องที่เป็นความจริง พรรคร่วมฝ่ายค้านมีสิทธิ์ที่จะประชุม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น ตนก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ ว่าเขาไปตกลงอะไรกัน ไม่ได้อยู่ด้วย” นายภูมิธรรม […]