สมคิดบอกนายกฯคนต่อไปหน้าคล้ายคนเดิม

กรุงเทพฯ 31 ต.ค.- “สมคิด” เชิญชวนนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย พร้อมย้ำ 5 โครงการหลักของอีอีซี อนุมัติก่อนเลือกตั้งแน่ สังหรณ์ใจว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่หน้าตาจะคล้ายคนเดิม


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Forbes Global  CEO Conference ครั้งที่ 18 โดยชักชวนผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่า  แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายด้านต่าง ๆ อย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในที่สุด แต่ทุกวิกฤตการณ์ มีโอกาสอยู่เสมอ รัฐบาลได้ใช้เวลาเพียง 3-4 ปีที่ผ่านมา นำความสงบ สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กลับคืนมา พร้อมกับหยุดการถดถอยทางเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ยัง วางรากฐานสำคัญที่จะสร้างศักยภาพความเข้มแข็งในอนาคตให้กับประเทศ ซึ่งแม้ทำไม่ได้ทั้งหมด ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นการเริ่มต้นที่มุ่งมั่นและจริงจัง และเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มุ่งการปฏิรูปประเทศเช่นนี้  

นายสมคิด ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ตนจะไม่ระบุว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นแล้วหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนคิดอย่างไร แต่บอกเพียงว่า 3 ปีที่ผ่านมา จากการเป็นประเทศผู้ป่วยแห่งอาเซียน ขณะนี้เศรษฐกิจไทยจากโตต่ำกว่าร้อยละ 1  เศรษฐกิจโตกระโดดขึ้นโตร้อยละ 4.8  แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ได้รับการปรับจีดีพีให้สูงขึ้นจากกองทุนการระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)และจากธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ไทยมีหนี้ต่างประเทศในสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) มีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบัญชีบัญชีเดินสะพัด ดุลชำระเงินเข้มแข็ง การปรับระดับต่าง ๆ ของไทยดีขึ้น นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทำมา


นายสมคิด กล่าวว่า ประเทศไทย จะมีการเลือกตั้งต้นปีหน้า นักลงทุนจำนวนมากสอบถามว่า โครงการต่าง ๆ จะสะดุดลงหรือต้องหยุดลงหรือไม่ จึงได้ตอบไปว่า โครงการลงทุนหลักสำคัญๆ ทีโออาร์ จะออกมาก่อนการเลือกตั้งแน่นอนโดยกฎหมายโครงการเหล่านี้ จะต้องเดินหน้าอยู่แล้ว ประเทศไทยมีคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ประเทศ โดยรัฐธรรมนูญไทยการจะไม่ทำตามไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายๆ 

“ผมมีลางสังหรณ์ว่า นายกฯ คนต่อไปอาจจะหน้าตาคล้ายๆ คนเดิม แต่ที่สำคัญคือ สิ่งที่รัฐบาลทำมา คนย่อมเห็นและเรารู้เมืองไทยไปได้ดีกว่านี้ ขอให้ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านพัฒนา อาเซียน CLMVT จะเป็นบิ๊กชอร์ตแห่งอนาคต ไม่ต้องกังวลกับจีดีพีที่ขึ้น ๆ ลงๆ ในระยะสั้น มองระยะยาว วันนี้ จึงมาพูดสร้างความมั่นใจว่า อาเซียนมีอนาคต สามัคคีกันเป็นมิตรกับทุกฝ่ายแล้วเราจะไปได้ดี” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิด ยังระบุถึงตลาดหุ้นไทยว่า  ตลาดหุ้นของไทย ในขณะที่โลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยความวิตกกังวล จากสงครามการค้า และปัญหาเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ แต่ตลาดทุนไทยถือเป็น  Save Haven ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในขณะนี้ แม้ตลาดหุ้นจะมีขึ้นมีลง แต่โดยปัจจัยพื้นฐานแล้วตนเชื่อว่า ในภูมิภาคนี้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าตลาดหุ้นประเทศใดๆ  แม้ตลาดทุนไทยมีขนาดเล็กกว่าของสิงคโปร์ แต่มีขนาดที่ใกล้เคียงกัน บริษัทจดทะเบียนของไทยมีคุณภาพสูงเพราะผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเอกชนไทยได้รับบทเรียนและสร้างความเข้มแข็งมาแล้ว ดังนั้นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี ค.ศ.2008 เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้รับผลกระทบ จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงมากของตลาดทุนไทย ที่สำคัญประเทศไทยตั้งอยู่กลางของกัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม  นักธุรกิจจึงสามารถเข้าไปทำธุรกิจและไปลงทุนตลาดเหล่านี้ได้


สิ่งสำคัญหลายคนยังกังวลว่า เศรษฐกิจโลกข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนมองว่า เศรฐษกิจโลกในวันข้างหน้าจะไม่ดีนัก เศรษฐกิจโลกหดตัวแน่นอน จึงจะมีความผันผวนทางการเงินมาก สิ่งสำคัญคือ  ต้องไม่ประมาท ดังนั้นจึงได้กำชับให้ทุกกระทรวงไม่ประมาท เตรียมพร้อมไว้ เตรียมพร้อมดูแล กระทรวงพาณิชย์ให้ดูตลาดใหม่ๆ เช่น จีนหากเจาะตลาดระดับมลฑลได้ยังโอกาสยังมีหาศาล

ด้านอื่นๆ คือ การใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่รัฐบาลลงทุนมาก หากเดินหน้าต่อไปจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในปีหน้า ด้านการท่องเที่ยวแม้ตกไปบ้างในช่วงนี้ แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมาเที่ยวอีก และเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้า ตลาดท่องเที่ยวไทยจะยิ่งใหญ่ และหากยังทำหน้าที่ต่อจะพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยต่อไป แม้มีความเสี่ยงปีนี้ แต่จะรักษาแรงส่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ ปีหน้าก็จะไปได้ดี ซึ่งบอกไม่ได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด 

นายสมคิด กล่าวว่า  ในทุกวิกฤตมีโอกาส แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ประเทศไทยมีประตูโอกาสอยู่หน้าบ้าน เพราะขณะนี้ อาเซียนเป็นตลาด ซัพพลายเชน แรงงาน โดยที่ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของกลุ่มประเทศอาเซี่ยน  CLMVT ที่มีขนาดตลาดรวมกันมากถึง 250 ล้านคน มีการลงทุนเชื่อมต่อระหว่างกัน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงในไทยขณะนี้ เข้ามาเพื่อตั้งสำนักงานใหญ่เข้าสู่ clmvt  ตะวันออกกลาง และเข้าสู่ตลาดเอเซียใต้ และไม่มีประเทศไหนที่อยู่ในจุดที่ดีเท่ากับประเทศไทย

และในช่วง 1-2 ปี ที่เกิดนโยบายต่างประเทศอเมริกามาก่อน (America first policy) ทำให้มีกิจกรรมในภูมิภาคนี้ ที่จะพยายามให้ก่อการค้าเสรีขึ้นทดแทน เช่น  การเปิดเสรีการค้าสินค้าภายในกรอบอาร์เซป อาเซี่ยนบวก 6 ประชากรครึ่งโลก ประเทศไทยมีที่ตั้งตรงกลาง  ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) เหลือเพียง 11 ชาติ ซึ่งประเทศไทยต้องการเป็นสมาชิก อินเดียญี่ปุ่น อเมริกาพยายามโปรโมท ภูมิภาคอินโดจีน และการสร้างทางรถไฟ เชื่อมจากจีนลงมาไทยอยู่ตรงกลาง ประเทศไทยที่แข็งแรงที่พัฒนา จะไม่เป็นจุดสนใจได้อย่างไร 

ที่สำคัญกว่านั้น จีนกำลังพัฒนา โครงการเส้นทางสายเศรษฐกิจ” หรือ“วันเบลต์ วันโรด” เส้นทางลงมาจากทางใต้ของจีนเส้นทางในส่วนของลาวไปได้ดีมาก ส่วนของไทยเริ่มก่อสร้างแล้ว ในอนาคตจะเชื่อมต่อ และแม้เส้นทางจบลงที่ประเทศไทยแต่ประโยชน์ได้เกิดแล้ว เพราะทุกคนลงจากจีนมาได้ การพัฒนาย่อมเกิดขึ้น  ประเทศไทยกำลังพัฒนาท่าเรือที่จังหวัดระนอง รถไฟรางคู่ตัดจากชุมพรสู่ระนอง เชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญมากกับไทย และความสัมพันธ์ไทยกับจีนยาวนาน และไทยเป็นประเทศแรกที่มีความสัมพันธ์ระดับสูงกับประเทศจีน วางยุทธศาสตร์ในการช่วยเหลือกันและกัน  

ดังนั้นตนจะเดินทางไปจีนต่ออีก 5 วัน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ข้อตกการค้าเสรีไทยจีน แต่จะความร่วมมือเป็นพันธมิตรร่วมกัน และไม่เพียงจีน ประเทศไทยยังร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่น เข้ามาลงทุน 7,000-8,000 บริษัท ลงทุนในไทยที่อีสเทินร์ซีบอรด์ และมีความสำคัญลึกซึ้งมากระดับระดับสูงของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ประเทศไทยจึงสามารถคิดได้ว่า จะบริหารอย่างไรเมื่อไทยเป็นสมาชิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ACMECS และขณะนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีการสร้างแผนแม่บทขึ้นมาได้ ทำให้ในอนาคตจีน ญี่ปุ่นไม่ต้องแข่งขันกัน ล่าสุดการประชุมที่ที่ปักกิ่งจีนและญี่ปุ่น จะยุติการแข่งขันที่ไม่สร้างสรรค์ แต่จะนำจุดแข็งมาลงทุนประเทศที่ 3 ซึ่งประ เทศที่ 3 มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย และยังแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสมาร์ทซิตี้ในอีอีซี ของไทยด้วย

นายสมคิด ระบุว่า ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับรายงานจากสำนักงาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ระบุว่า  สงครามการค้า ส่งผลให้นักลงทุนจีนเข้ามายื่นโครงการเพื่อขอรับส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น โดยเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) โดยครึ่งปีแรกปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 40-50 เพราะหลายคนมองประเทศไทยเป็นทางออก ดังนั้นโอกาสจึงอยู่ที่ไทย และอยู่ที่ประเทศไทยจะปรับตัวเองได้หรือไม่ ซึ่งอนาคตมีหลายอย่างเป็นดิจิตอล รัฐบาลนี้พยายามผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

นายสมคิด กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำว่า ยังมีอยู่มาก ซึ่งเรื่องนี้ เกิดขึ้น จากผลพวงการเมืองที่ไม่สามารถลงไปแก้ไขในระดับรากหญ้า มานานนับสิบ ๆ ปี  ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า  30,000 บาทต่อปีถึง 4 ล้านคน หากรวมกลุ่มที่มีรายได้ต่ำก่วา 100,000 บาทต่อปี มีจำนวนรวมประมาณ 11 ล้านคน และมีประชากร 20 ล้านคนขึ้นไปอยู่ในภาคการเกษตรซึ่งกลุ่มนี้ไม่ใช้เทคโนโลยี ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม หากไม่แก้ไข ประเทศจะหมดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร ไม่ใช่ความผิดรัฐบาลนี้ แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาที่ไม่ทุ่มเทกับสิ่งเหล่านี้  การเมืองเน้นเพียงการประกาศราคาสินค้า ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาสั่งสมที่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งทุกประเทศมีปัญหาเหล่านี้  ไม่ใช่ไทยเท่านั้น จีน อเมริกา ก็มี ดังนั้นขึ้นกับความจริงจังของรัฐบาล

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการคือ การปรับเปลี่ยนประเทศไทยใหม่ ดังนี้ เรื่องแรก การไม่มีเศรษฐกิจที่สมดุล เพิ่งพิงแต่การส่งออกเท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจโลกถดถอยส่งออกลดลง ในเดือนที่ผ่านมาส่งออกไทยลดลงร้อยละ 5  จึงต้องหันมาให้ความสำคัญเศรษฐกิจฐานราก เปลี่ยนภาคเกษตร โดยหันมาเพิ่มมูลค่า เปลี่ยนการปลูกเชิงเดี่ยวเป็นปลูกแบบหลากหลาย มีผลิตภาพ มีการค้าออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดในไทย จึงไม่ของง่าย  แต่พยายามดำเนินการโดยมีหุ้นส่วนที่ดีช่วยเหลือทั้งจีน ญี่ปุ่นและสหรัฐ 

ประเทศ ไทยปัจจุบัน ไม่ใช่โปรดักชั่นเซ็นเตอร์ แต่ภาคบริการเป็นตัวนำ เพราะมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 60 ของจีดีพีเป็นภาคบริการ ทัวร์ การเงินธนาคาร และอื่น ๆ  จึงเป็นโอกาสที่ประเทศอื่น ๆ ไม่ค่อยจะมี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจะต้องได้รับการพัฒนา หากสามารถจนพานักท่องเที่ยวจากเมืองหลักออกไปเมืองรองออกสู่ภูมิภาค เช่น จากเชียงใหม่ ไปเชียงราย สู่พะเยา แพร่น่าน ต่อไปเรื่องนี้รัฐบาลนี้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยจัดงบประมาณแบบกลุ่มจังหวัดในการพัฒนา 

เรื่องที่ 2 ด้านการส่งออกต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องการรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้นและ เพื่อให้เกิดโครงการเหล่านี้ จึงออกโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี  และกำลังลงทุนสร้างเคเบิ้ลใต้น้ำกับจีนไปที่ฮ่องกงเพื่อให้ไทยเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลเก็ตเวย์ได้

สำหรับภาคใต้ที่หลายสิบปีไม่เจริญ คนเที่ยวกระบี่ มีสินค้าปลา และยางพารา  ราคาถูก เมื่อราคาโลกดีซื้อรถกระบะเพิ่ม แต่ราคาตกได้รับผลกระทบ รัฐบาลมองว่า ท่องเที่ยวเป็นหัวใจจึงเดินหน้าสร้างรถไฟรางคู่และถนนเลียบชายฝั่งโดยมีหาดทรายตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไป ทำให้นักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวและเกิดการบริโภค ยังมีผลไม้ไม่ต้องรออานิสสงส์จากราคายางและผลไม้เท่านั้น

และเรื่องโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่มีการลงทุนมากว่า 10 ปี การลงทุนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลทำโครงการ โครงการที่รัฐบาลให้ดำเนินการแล้วได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวานนี้(30 ต.ค.) เห็นชอบเพิ่มอีก  4 โครงการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา  โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง  ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด  ระยะที่ 3 นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ  3-4 เส้น และยังจะมีการลงทุนที่จังหวัด เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ด้วย 

และรัฐบาลยังมีการพัฒนาด้านดิจิทัล โดย2 ปีที่ผ่านมา มีการลงทุนสร้างโครงข่ายอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ใช้ประโยชน์ด้านการสาธารณสุข และการศึกษา โดยมีเอกชนพัฒนาแอพพลิเคชั่นช่วย ไทยยังมีจีน ญี่ปุ่น เข้ามาช่วยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตอล โดยญี่ปุ่นร่วมกับกระรวงอุตสาหกรรมตั้งศูนย์ ITC และกำลังประสานงานกับทางฮ่องกงเพื่อสร้างไซเบอร์พอร์ตที่อีอีซี เพื่อสร้างเอสเอ็มอีและฮ่องกงยังจะร่วมกันสร้างอีทีโอ สำนักงานการค้าแห่งใหม่ในไทยเปิดต้นปีหน้า  และจะมีการสร้างไทยแลนด์ไซเบอร์พอร์ต เป็นความร่วมมือเอกชนไทยและเอกชนต่างประเทศช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพ  – สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

ผ่าไชน่า เรลเวย์ คว้า 3 โครงการรัฐในภูเก็ต

เหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม กลายเป็นปฐมบทในการปูพรมตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ หลังพบเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้างตึก สตง. และโครงการรัฐหลายแห่งทั่วประเทศ ล่าสุดที่ จ.ภูเก็ต ตรวจพบ 3 โครงการ และหนึ่งในนั้นกำลังมีปัญหาก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน

มหาสงครามโลก

นักวิชาการชี้ “มหาสงครามโลกครั้งที่ 3” เกิดแน่ถ้าโลกยังตึงเครียด

นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศระดับแนวหน้าของไทย มีความเห็นตรงกันว่า หากผู้นำชาติมหาอำนาจไม่เร่งลดระดับความตึงเครียดสถานการณ์โลก

กู้ภัยนานาชาติ เครือข่าย USAR ถอนกำลังแล้ว

กู้ภัยนานาชาติ เครือข่าย USAR ถอนกำลังแล้ว หลังอยู่ปฏิบัติภารกิจค้นหา-กู้ชีพ สนับสนุนกู้ภัยไทย เหตุตึก สตง.ถล่ม กว่า 1 สัปดาห์

ธรรมชาติใต้ดินเปลี่ยนไป หลังแผ่นดินไหว 1 สัปดาห์

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งแรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ แม้บนพื้นผิวดินจะไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก แต่พบความเปลี่ยนแปลงสภาพใต้ดินจนเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งหลุมยุบขนาดใหญ่ น้ำพุร้อนที่เคยพุ่งจากใต้ดินหายไป แต่น้ำตกที่แห้งในหน้าแล้งกลับมีน้ำไหลออกมา ซึ่งนักธรณีวิทยายืนยันเป็นผลพวงจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ข่าวแนะนำ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ คาดโซน C พบผู้เสียชีวิตมากสุด

เข้าสู่วันที่ 10 ค้นหาผู้ประสบภัยในซากตึก สตง.ถล่ม “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” คาดโซน C น่าจะพบผู้เสียชีวิตมากที่สุด เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตบริเวณนี้ประมาณ 10-20 ร่าง ด้าน “ช่างเบิร์ด” ที่ทำงานวางระบบไฟฟ้า เผยเจรจากับบริษัทผู้จ้างมาแล้ว 3 ครั้ง แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับเงินที่ค้างอยู่

สิ้น “ผ่องศรี วรนุช” ศิลปินแห่งชาติ วัย 85 ปี

วงการบันเทิงเศร้า “ผ่องศรี วรนุช” ศิลปินแห่งชาติ ราชินีลูกทุ่งคนแรกของไทย จากไปอย่างสงบ ในวัย 85 ปี หลังป่วยมะเร็งปอดและเข้ารับการรักษามาระยะหนึ่ง

Trump signs order on new tariffs

สหรัฐเริ่มแล้วเก็บภาษี 10% สินค้านำเข้าจากทั่วโลก

วอชิงตัน 6 เม.ย.- ศุลกากรสหรัฐเริ่มมาตรการเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 กับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากทั่วโลกแล้วตั้งแต่วันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ ก่อนที่จะเก็บภาษีเพิ่มกับแต่ละประเทศในสัปดาห์หน้า อัตราภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 มีผลกับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าสหรัฐผ่านด่านทางทะเล ทางอากาศ และโกดังของศุลกากรตั้งแต่เวลา 00.01 น.วันที่ 5 เมษายน 2568 ตามเขตเวลาตะวันออก ตรงกับเวลา 11.01 น.วันเดียวกันตามเวลาไทย อย่างไรก็ดี สินค้าที่ถูกลำเลียงแล้วหรืออยู่ระหว่างขนส่งเข้าสหรัฐก่อนเวลาดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันไม่ถูกเก็บภาษีร้อยละ 10 โดยต้องมาถึงสหรัฐภายในวันที่ 27 พฤษภาคมหรือภายใน 51 วัน ส่วนภาษีที่สหรัฐจะเรียกเก็บเพิ่มจากแต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ร้อยละ 11 ไปจนถึงร้อยละ 50 จะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น.วันที่ 9 เมษายน 2568 ตามเขตเวลาตะวันออก ซึ่งขณะนี้ช้ากว่าไทย 11 ชั่วโมงเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูร้อน โดยไทยจะถูกเรียกเก็บเพิ่มในอัตราร้อยละ 36 สำหรับสินค้าประมาณ 1,000 ประเภทที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐ เช่น ยา ยูเรเนียม เซมิคอนดักเตอร์ รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาเรื่องอัตราภาษีใหม่ที่จะใช้กับสินค้าเหล่านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ […]

ทีมกู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้เพิ่ม

วันที่ 9 ของภารกิจค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากตึก สตง. เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ นำกำลังเข้าพื้นที่ค้นหา ล่าสุดสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้เพิ่ม