fbpx

เลขาฯ ยูเอ็นลงพื้นที่สำรวจเมืองรอบกรุงเคียฟของยูเครน

เคียฟ 28 เม.ย. – นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายในหลายเมืองรอบกรุงเคียฟของยูเครน เช่น เมืองโบโรเดียนกาและเมืองบูจาที่ถูกกองทัพรัสเซียคุมพื้นที่หลายสัปดาห์ในช่วงเดือนมีนาคม พร้อมทั้งระบุว่า สงครามเป็นสิ่งชั่วร้ายและขอสนับสนุนการสืบสวนเรื่องนี้ของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี รายงานว่า นายกูเตอร์เรสได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายที่เมืองโบโรเดียนกา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ เป็นที่แรกในขณะที่ปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนยูเครนในวันนี้ โดยที่เมืองดังกล่าวเป็นเมืองที่ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดจนเสียหายหนัก นายกูเตอร์เรสกล่าวในระหว่างที่ยืนอยู่ใกล้ซากปรักหักพังของอาคารที่พักอาศัยบนถนนสายหนึ่งของเมืองโบโรเดียนกาว่า ซากปรักหักพังของอาคารที่พักทำให้เขาจินตนาการถึงภาพหลานสาวของตัวเองกำลังวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว การทำสงครามไม่ควรเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 และไม่มีใครยอมรับการทำสงครามในยุคสมัยนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเมืองนี้เป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าสงครามเป็นสิ่งชั่วร้าย และเขาขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากสงครามในครั้งนี้ จากนั้น นายกูเตอร์เรสได้เดินทางไปเมืองบูจาเพื่อสำรวจหลุมศพหมู่ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หลังโบสถ์แห่งหนึ่งและฟังเจ้าหน้าที่ยูเครนเล่าถึงเหตุสังหารพลเรือนในเมืองนี้ของกองทัพรัสเซีย นายกูเตอร์เรสระบุว่า ที่แห่งนี้จะทำให้ทุกคนรู้ซึ้งถึงความสำคัญของการเดินหน้าสืบสวนเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด เขาขอสนับสนุนศาลอาญาระหว่างประเทศให้สืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลรัสเซียให้ความร่วมมือกับไอซีซีด้วย.-สำนักข่าวไทย

เลขาฯ ยูเอ็นจะพบ “ปูติน” หารือเรื่องยูเครนวันนี้

มอสโก 26 เม.ย. – นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น มีกำหนดหารือร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่กรุงมอสโกวันนี้ แต่คาดว่าผลการประชุมอาจไม่มีความคืบหน้ามากนักเช่นเดียวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนหลายครั้งก่อนหน้านี้ บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี รายงานว่า การหารือร่วมกันระหว่างนายกูเตอร์เรสกับประธานาธิบดีปูตินในวันนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ในเมืองมารีอูปอล ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียปิดล้อมมานานหลายสัปดาห์ แม้รัสเซียได้ประกาศชัยชนะที่เมืองนี้แล้ว แต่กองทัพรัสเซียก็ยังไม่อาจยึดโรงงานเหล็กอาซอฟสตอล ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักสุดท้ายของกองทัพยูเครนได้ นอกจากนี้ นายกูเตอร์เรสยังมีกำหนดเดินทางเยือนกรุงเคียฟในวันพฤหัสบดีเพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กองทัพยูเครนได้เผยเมื่อวันอังคารที่แล้วว่า กองทัพรัสเซียยังคงปิดล้อมโรงงานอาซอฟสตอลอย่างแน่นหนา และทางการยูเครนได้ขอให้นายกูเตอร์เรสรับประกันเรื่องการเปิดเส้นทางอพยพเพื่อช่วยพลเรือนที่หลบซ่อนอยู่ในโรงงานแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน สหรัฐเตรียมเปิดการเจรจาด้านกลาโหมเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนร่วมกับอีกหลายประเทศในวันนี้ โดยมีพลเอกลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในเยอรมนี การหารือเหล่านี้มีขึ้นในขณะที่นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สามและตำหนิแนวทางของรัฐบาลยูเครนที่ทำให้การเจรจาสันติภาพไร้ความคืบหน้า อย่างไรก็ดี นายดมิโตร คูเลบา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของยูเครน ได้กล่าวตอบโต้คำพูดของนายลาฟรอฟว่า รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียพยายามทำให้ทั้งโลกตกใจกลัวและเลิกสนับสนุนยูเครน. -สำนักข่าวไทย

กูเตียร์เรสแวะตุรกีก่อนไปรัสเซีย-ยูเครน

เลขาธิการสหประชาชาติ จะเยือนตุรกี ก่อนเริ่มภารกิจเดินทางไปรัสเซียและยูเครน เพื่อพยายามผลักดันให้เปิดเส้นทางอพยพ และเจรจาสันติภาพ

ยูเอ็นโหวตระงับสถานะสมาชิกรัสเซียในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

นิวยอร์ก 8 เม.ย. – สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ลงมติระงับสถานะสมาชิกภาพของรัสเซียในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) หลังได้รับรายงานว่ารัสเซียได้กระทำการข่มเหงและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบในยูเครน และรัสเซียก็ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในทันที สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศสมาชิก 47 ประเทศ ลงมติระงับสถานะสมาชิกภาพของรัสเซียในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ด้วยเสียงสนับสนุน 93 เสียง ขณะที่มี 24 ประเทศลงมติคัดค้าน และมี 58 ประเทศงดออกเสียง ประเทศที่ลงมติสนับสนุนการระงับสถานะสมาชิกภาพของรัสเซียในครั้งนี้นำโดยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเมียนมา ส่วนประเทศที่คัดค้าน เช่น จีน ลาว และเวียดนาม ด้านไทยลงมติงดออกเสียงร่วมกับประเทศต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และอินเดีย นายเยนนาดี คุซมิน ผู้ช่วยทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ หรือยูเอ็น กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการลงมติในครั้งนี้ว่า มติดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่ผิดกฎหมายและมีแรงจูงใจทางการเมือง ก่อนที่จะประกาศว่า รัสเซียได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ขณะที่นายเซอร์กี คิสลิสยา […]

ผู้นำยูเครนแนะชาติตะวันตกแบนน้ำมันจากรัสเซียเต็มรูปแบบ

เคียฟ 7 เม.ย. – ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน รู้สึกยินดีที่ชาติตะวันตกได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อรัสเซีย แต่ระบุว่ามาตรการเหล่านี้ยังคงไม่เพียงพอ และต้องการให้ชาติตะวันตกสั่งห้ามนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ประธานาธิบดีเซเลนสกีแถลงผ่านคลิปวิดีโอล่าสุดว่า เขาขอเรียกร้องให้ชาติตะวันตกใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นและสั่งห้ามการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับสามของโลกและส่งออกน้ำมันกว่าครึ่งไปยังทวีปยุโรป การที่ชาติตะวันตกประสบความล้มเหลวในการลงมติร่วมกันเพื่อสั่งห้ามค้าขายกับรัสเซียจะยิ่งทำให้มีชาวยูเครนเสียชีวิตมากขึ้น ทั้งยังระบุว่า รัสเซียมีรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำจากการส่งออกน้ำมันจนทำให้รัสเซียไม่เห็นความจำเป็นของการเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างจริงจัง และเขาขอยืนกรานให้ใช้มาตรการตัดธนาคารของรัสเซียออกจากระบบการเงินระหว่างประเทศโดยสิ้นเชิง ในขณะเดียวกัน องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จะเปิดประชุมในวันนี้เพื่อลงมติว่า ควรขับรัสเซียพ้นการเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) หรือไม่ หลังมีรายงานระบุว่ากองทัพรัสเซียสังหารพลเรือนยูเครนอย่างโหดร้ายทารุณในหลายเมืองของยูเครนที่รัสเซียยึดไว้ โดยมีสหรัฐเป็นผู้เสนอให้ใช้แนวทางนี้หลังได้รับหลักฐานที่ชี้ว่ากองทัพรัสเซียได้สังหารพลเรือนหลายร้อยรายในเมืองบูจา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างจดหมายที่ส่งถึงนักการทูตของประเทศสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ระบุว่า หากมีประเทศใดในประเทศสมาชิกคณะมนตรีฯ ทั้ง 47 ประเทศที่ต้องการขับรัสเซียพ้นจากการเป็นสมาชิก รัสเซียจะขึ้นบัญชีประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศที่ไม่เป็นมิตรต่อรัสเซียทันที ขณะที่สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียรายงานอ้างแถลงการณ์ของหัวหน้าภารกิจสหประชาชาติของรัสเซียว่า หากประเทศสมาชิกลงมติขับรัสเซียพ้นจากการเป็นสมาชิกคณะมนตรีฯ กลุ่มชาติตะวันตกจะสามารถกำหนดแนวคิดและวิสัยทัศน์ด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มชาติตะวันตกและผู้สนับสนุนที่เป็นพวกเดียวกันเท่านั้น.-สำนักข่าวไทย

รัสเซียถูกกล่าวหาเป็นต้นเหตุวิกฤติอาหารโลก

นิวยอร์ก 30 มี.ค. – รัสเซียถูกกล่าวหาในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อาหารโลก และทำให้ผู้คนทั่วโลกเสี่ยงต่อภาวะอดอยากจากการเปิดฉากทำสงครามในยูเครน ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็นตะกร้าขนมปังของยุโรป (breadbasket of Europe) นางเวนดี เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ กล่าวในระหว่างการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในยูเครนว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นผู้ริเริ่มสงครามในยูเครนและทำให้เกิดวิกฤตการณ์อาหารโลก รัสเซียและประธานาธิบดีปูตินต้องเป็นผู้รับผิดชอบจากการนำกำลังทหารบุกโจมตียูเครนที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอาหารโลก ในขณะเดียวกัน นายนิโคลัส เดอ ริวิแยร์ ผู้แทนถาวรฝรั่งเศสประจำสหประชาชาติ ระบุว่า การบุกโจมตียูเครนอย่างหนักหน่วงของรัสเซียทำให้ทั่วโลกเสี่ยงเกิดภาวะอดอยากมากขึ้น และประชากรของประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก แต่รัสเซียจะอ้างว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตรที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลต่อภาวะความมั่นคงอาหารโลก ด้านนายวาสซิลี นีเบนเซีย ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติ แย้งว่า แท้จริงแล้ว ภาวะผันผวนของตลาดอาหารโลกเกิดขึ้นจากการที่ชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างไม่รู้จักควบคุมต่อรัสเซีย ทั้งนี้ นางเชอร์แมนและนายเดวิด บีสลีย์ ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลก รายงานว่า ยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตธัญพืชรายใหญ่ของโลก มีอัตราส่งออกข้าวสาลีร้อยละ 30 ข้าวโพดร้อยละ 20 และน้ำมันทานตะวันร้อยละ 75 ของโลก. -สำนักข่าวไทย

สหรัฐจ่อเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ

สหรัฐจะผลักดัน ให้สหประชาชาติเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมากขึ้นอีก หลังเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเมื่อวานนี้

ยูเอ็นระบุมีผู้ลี้ภัยในโปแลนด์กว่า 1.8 ล้านคน

สหประชาชาติ ระบุมีผู้อพยพจากยูเครนข้ามพรมแดนไปยังโปแลนด์แล้วกว่า 1.8 ล้านคน ซึ่งสหประชาชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่และสิ่งของช่วยเหลือเพิ่มเติมไปยังโปแลนด์

สหประชาชาติ ชี้รัสเซียก่ออาชญากรรมสงคราม

สหประชาชาติ เผยปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน เป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 549 คน

สหประชาชาติไม่พบอาวุธชีวภาพในยูเครน

ผู้แทนระดับสูงของสหประชาชาติ เผยไม่พบว่ายูเครนมีอาวุธชีวภาพ หลังรัสเซียกล่าวหาว่ายูเครนมีห้องทดลองอาวุธชีวภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ

“ปูติน” ประกาศไม่หยุดโจมตีจนกว่ายูเครนจะยอมแพ้

เคียฟ 7 มี.ค. – ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการบุกโจมตียูเครนต่อไปยกเว้นยูเครนจะประกาศยอมแพ้ ขณะที่การโจมตีของรัสเซียทำให้ชาวยูเครนราว 200,000 คนไม่สามารถอพยพออกจากเมืองมารีอูปอล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีปูตินกล่าวในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเจพ ทายยิพ แอร์โดอาน ของตุรกี ว่า รัสเซียพร้อมเจรจาเพื่อยุติการต่อสู้ในยูเครน แต่ความพยายามที่จะยืดการเจรจาออกไปทำให้ผลการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ รัสเซียจะยุติปฏิบัติการพิเศษในยูเครนโดยมีข้อแม้ว่ายูเครนต้องประกาศหยุดปฏิบัติการทางทหารและทำตามข้อเรียกร้องของรัสเซียเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ทางการยูเครนรายงานว่า ชาวยูเครนส่วนใหญ่ในเมืองมารีอูปอล ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของยูเครน ต้องหลบภัยกระสุนและใช้ชีวิตอยู่ในห้องใต้ดิน เนื่องจากไม่สามารถอพยพออกจากเมืองดังกล่าวที่ถูกกองทัพรัสเซียปิดล้อมมาเป็นเวลากว่า 6 วัน จนทำให้ชาวเมืองถูกตัดอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า และเครื่องทำความร้อน องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า ขณะนี้ มีพลเรือนยูเครนเสียชีวิต 364 ราย ในจำนวนนี้ มีเด็กเสียชีวิตกว่า 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายร้อยคน ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเผยว่า ผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ถูกโจมตีด้วยอาวุธระเบิดที่หวังผลเป็นวงกว้าง เช่น การยิงปืนใหญ่ การใช้ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศ.-สำนักข่าวไทย

ยูเอ็นเผยมีผู้อพยพออกจากยูเครน 1 ล้านคนใน 7 วัน

เคียฟ 3 มี.ค. – องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระบุว่า มีประชาชนอย่างน้อย 1 ล้านคนอพยพออกจากยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียนำกำลังทหารบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พร้อมเตือนว่าคลื่นผู้อพยพในระดับนี้อาจทำให้เกิดปัญหาวิกฤติผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเผยว่า มีประชาชนอย่างน้อย 1 ล้านคนอพยพออกจากยูเครนตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2 จากประชากรทั้งหมด 44 ล้านคนของยูเครน และเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน ทั้งยังคาดการณ์ว่าคลื่นผู้อพยพจะพุ่งขึ้นเป็น 4 ล้านคน และอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ของยูเอ็นและหน่วยงานอื่น ๆ กล่าวชื่นชมประเทศเพื่อนบ้านของยูเครนในการเตรียมความพร้อมรองรับคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ด้วยการให้ที่พักพิงในบ้านเรือน โรงกีฬา และอาคารต่าง ๆ  ในขณะเดียวกัน โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า คลื่นผู้อพยพจากยูเครนที่มีจำนวนสูงในระดับนี้อาจทำให้เกิดปัญหาวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ข้อมูลของยูเอ็นยังระบุว่า มีชาวยูเครนกว่า 500,000 คนที่อพยพไปยังโปแลนด์ ตามมาด้วยฮังการี 116,000 คน มอลโดวา 79,000 คน และสโลวะเกีย 71,200 คน.-สำนักข่าวไทย

1 2 3 4 31