“การปรึกษาผู้อื่นคือ ‘แสงสว่าง’ ที่จะช่วยป้องกันการถูกหลอกได้”
แม้จะเป็นภัยคลาสสิกที่ระบาดมานานกว่า 10 ปี แต่ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นหนึ่งในภัยไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายได้รุนแรงที่สุด ด้วยสถิติความเสียหายระดับหมื่นล้านบาท พวกเขามีการพัฒนากลวิธีการหลอกลวงอยู่เสมอ โดยใช้หลักจิตวิทยาขั้นสูงเพื่อสร้างความกลัวและความโดดเดี่ยว ทำให้เหยื่อไม่กล้าปรึกษาใคร แต่แท้จริงแล้ว เกราะป้องกันที่ดีที่สุดกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือการ “ตั้งสติ” และ “เอะใจ” ทันทีที่บทสนทนาเริ่มผิดปกติ
บทความนี้จะพาไป “ถอดสลัก” สองเส้นทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ดูดเงิน พร้อมแนะวิธีป้องกันตัวอย่างละเอียด
เส้นทางที่ 1: หลอกให้ “โอนเอง” ด้วยละครฉากใหญ่
เส้นทางนี้คือการใช้จิตวิทยาข่มขู่และหลอกล่อให้เหยื่อโอนเงินไปด้วยความเต็มใจ
- การสร้างสถานการณ์: มิจฉาชีพจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ ปปง. กรมบัญชีกลาง หรือบริษัทขนส่ง โดยมักจะใช้เทคนิค “สาย 1 สาย 2” โดยให้คนแรกเปิดประเด็น ก่อนจะโอนสายให้ “ผู้ใหญ่” ที่เสียงเข้มกว่าเข้ามาข่มขู่ และอาจส่งเอกสารปลอม เช่น หมายจับ มาทางไลน์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- อุบายยอดนิยม: มักจะอ้างว่าเราพัวพันกับคดีร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน มียาเสพติดในพัสดุ หรือมีหนี้นอกระบบ เป็นต้น
- คำพูดไม้ตาย: หัวใจของกลโกงนี้คือการหลอกให้ “โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์” พวกเขาจะอ้างว่าเราต้องโอนเงินทั้งหมดที่มีในทุกบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ แล้วจะโอนคืนให้
พึงระลึกไว้เสมอว่า ในกระบวนการยุติธรรมของจริง ไม่มีขั้นตอนให้ประชาชนต้องโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์เด็ดขาด !
เส้นทางที่ 2: หลอกให้ “ติดตั้งแอป” เพื่อดูดเงิน
เส้นทางนี้คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมโทรศัพท์และแอปธนาคารของเรา
- คำถามนำ: บทสนทนามักจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “คุณใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นไหน ?” หากได้ยินคำถามนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ
- การติดตั้งแอปมัลแวร์:
- สำหรับ iPhone: จะหลอกให้ติดตั้งแอป TestFlight หรือ Configuration Profile ที่สามารถยึดเครื่องได้
- สำหรับ Android: จะส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม (.apk) โดยตรงจากเว็บไซต์ปลอม เช่น เว็บกรมที่ดินปลอม
- กลไกการดูดเงิน: เมื่อติดตั้งแอปสำเร็จ คนร้ายจะสามารถควบคุมเครื่องของเราได้จากระยะไกล พวกเขาจะใช้ “หน้าบัง” (Blocking Screen) แสดงภาพค้างไว้ให้เราตายใจ เช่น ภาพกำลังสแกนใบหน้า แต่เบื้องหลังนั้นกำลังแอบเข้าไปในแอปธนาคารและโอนเงินของเราออกไปจนหมด
เกราะป้องกันขั้นสูงสุด: วิธีรับมือและเอาตัวรอด
- สงสัยไว้ก่อน: เมื่อรับสายจากเบอร์แปลก โดยเฉพาะเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย เครื่องหมายบวก (+) เช่น +697 ซึ่งเป็นสายจากต่างประเทศ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ
- ตรวจสอบเบอร์โทร: นำเบอร์โทรศัพท์ไปค้นหาใน Google หรือ Line เพื่อดูว่ามีประวัติไม่ดีหรือไม่
- ห้ามติดตั้งแอปเด็ดขาด: ไม่มีหน่วยงานรัฐหรือเอกชนใดที่จะโทรมาแล้วให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อทำธุรกรรม
- อย่าโดดเดี่ยวตัวเอง: หากมิจฉาชีพขู่ว่าห้ามบอกใคร นั่นคือสัญญาณอันตรายที่สุด ให้รีบปรึกษาคนรอบข้างทันที เพราะการปรึกษาคือ “แสงสว่าง” ที่จะทำลายกลลวงของพวกเขา
- หากตกเป็นเหยื่อ: ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชี และแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์โดยเร็วที่สุด หรือโทรปรึกษาได้ที่ศูนย์ AOC เบอร์ 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำงานโดยอาศัย “ความกลัว” และ “ความโดดเดี่ยว” เป็นเครื่องมือ พวกเขาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อตัดเราออกจากโลกภายนอกและควบคุมเราด้วยเรื่องราวที่น่าตกใจ ดังนั้น อาวุธที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับภัยร้ายนี้คือ การตั้งสติ การตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานโดยตรง และที่สำคัญที่สุดคือ การพูดคุยปรึกษากับคนใกล้ชิด เพียงแค่คุณเอ่ยปากเล่าให้ใครสักคนฟัง ละครฉากใหญ่ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นก็จะพังทลายลงทันที
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด “Sure” Cyber Unlock ถอดสลักกับดักไซเบอร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “นักสืบสายชัวร์ 404: ถอดสลักกับดักไซเบอร์”
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ทาง Facebook เพจ “ชัวร์ก่อนแชร์” หรือเพจ “นักสืบสายชัวร์ ชัวร์ก่อนแชร์สโมสร”
29 สิงหาคม 2568
ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์
สำนักข่าวไทย อสมท
ทีมข่าวไซเบอร์ กฤษณา กาญจนเพ็ญ