กรุงเทพฯ 3 ก.พ. -บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ( KSL ) ตั้งเป้ารายได้ ปี 2568 โต 19,000 ล้านบาท จากการเริ่มเดินเครื่องผลิตในโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ของบริษัทใน จ. สระแก้ว พร้อมร่วมมือรัฐลด PM2.5 แต่มาตรการเพิ่มราคาอ้อยสด 120 บาท / ตัน ไม่สะท้อนต้นทุนชาวไร่อ้อย
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้ามีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 19,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 ราวๆ 15-20% จึงทำให้ในปี 2567 บริษัทมีกำไรใกล้เคียงกับปี 2566 โดยปัจจัยหนุนมาจากการเริ่มเดินเครื่องจักรโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ของบริษัทใน จ. สระแก้ว ส่งผลให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบปี 2567/2568 อยู่ที่ 6.7-6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 23% โดยในปี2567 มีปริมาณอ้อยเข้าหับ 5.4 ล้านตัน
ส่วนปริมาณอ้อยในประเทศ ปีการผลิต 2567/2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15 – 22% หรือรา 95 – 100 ล้านตัน ปีการผลิต 2566/2567 มีปริมาณอ้อยอยู่ที่ 82 ล้านตัน
อย่างไรก็ดี ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยปีนี้ลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 20 เซ็นต่อปอนด์ เทียบกับปีก่อนเฉลี่ย 24-26 เซ็นต่อปอนด์ จากปัจจัยมีสต็อกน้ำตาลในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี โดยในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะมีปัจจัยบวกเข้ามาหนุนราคาน้ำตาลตลาดโลกให้สูงขึ้น จากกำลังการผลิตน้ำตาลของอินเดีย และจีนที่ลดลงในต้นฤดูกาลหีบ 2567/2568
สำหรับผลประกอบการในปี2567 บริษัท มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,442ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน 18,449 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยภัยแล้งทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบลดลง อย่างไรก็ดีบริษัทยังมีกำไรสุทธิ 918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน 904 ล้านบาทจากปัจจัยราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่า
ในส่วนของการขายไฟฟ้าซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจากการผลิตน้ำตาล ปี 2567 บริษัทมีรายได้ 1,500 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน 1,600 ล้านบาท จากปัจจัยการปรับลดค่า Ft ของภาครัฐ ซึ่งจะมีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2568 ตามมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับลดดังกล่าวไม่ส่งผลต่อกำไรรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจน้ำตาล ประมาณ 80-90%
ส่วนปัญหาฝุ่น PM2.5 บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการลดปริมาณการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ รวมทั้งส่งเสริมการใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยวอ้อยสดอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาลหีบ 2567/2568 บริษัทมีปริมาณอ้อยไฟไหม้เฉลี่ยทั้งกลุ่มอยู่ที่ 17.85% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 3.4 ล้านตัน
อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐที่ออกมา แม้จะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาด้านฝุ่น PM 2.5 บรรเทาผลกระทบให้ประชากรโดยรวมของประเทศ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ต้องมีต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้น
“มาตรการเพิ่มราคาอ้อยสด 120 บาท / ตัน ไม่สะท้อนต้นทุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด 200 – 250 บาท / ตัน ในขณะที่อ้อยเผามีต้นทุนการเก็บเกี่ยวที่ 100 – 150 บาท / ตัน จึงทำให้ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดปริมาณอ้อยเผาได้ในทุกพื้นที่ ” นายชลัช กล่าว
-517-สำนักข่าวไทย