กรุงเทพฯ 3 เม.ย. – สหรัฐขึ้นภาษีไทย 36% สูงเกินคาด กระทบบาทอ่อน-หุ้นร่วง-ส่งออก-ทองคำพุ่ง เอกชนชี้ข้อมูลสหรัฐผิดพลาด พร้อมประสานรัฐเร่งแก้ปัญหา-เจรจา
หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แถลงขึ้นภาษี ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tarrifs)โดยเรียกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานในอัตรา 10% จากทุกประเทศมีผลบังคับใช้ในวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. และเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มเติมกับคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเทศ ประมาณ 60 ประเทศนั้น จะมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 9 เม.ย.โดยในไทย ถูกขึ้นภาษี 36%, โดยสหรัฐระบุไทยเก็บภาษีสหรัฐสูงถึง 72% ซึ่งเป็นข้อมูลที่แตกต่างจากทางฝั่งไทย ที่กระทรวงพาณิชย์แถลงระบุไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าที่สหรัฐฯ เฉลี่ยเพียง 11% หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเท่ากับไทย จะทำให้ไทยเสียหาย 7,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (230,000-270,000 ล้านบาท)
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ “ทรัมป์” ประกาศภาษีตอบโต้การค้าไทยในอัตรา 36% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 25% สหรัฐฯ กล่าวอ้าง ว่าไทยเกินดุลการค้า เป็นตัวเลขที่มากเกินจริง โดยรัฐบาลต้องรีบจัดตั้งทีมที่ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อนำข้อสรุปไปเจรจากับสหรัฐฯ ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด โดยวานนี้ที่ ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร.เป็นห่วงสินค้าต่างประเทศจะเทมาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะจีน เป็นหน้าที่รัฐบาลไทยและเอกชนต้องหาทางรับมือ เดิมคาด GDP ปีนี้ โต 2.4-2.9% และคาดภาษีสหรัฐกระทบ GDP ประเทศเบื้องต้น 0.2-0.6%
จากผลกระทบจากการขึ้นภาษีของทรัมป์ ที่ชัดเจนมีผลต่อนักลงทุนคือ ตลาดหุ้นไทยเปิดมาร่วง 16 จุด ในขณะที่เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือน แตะระดับ 34.44 บาทต่อดอลลาร์ฯ ส่วนทองคำพุ่งขึ้นเปิดมาพุ่งถึง 650 บาท/บาททองคำ ทำสถิติสูงสุด ตามราคาตลาดโลกที่ นักลงทุนซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคานิวไฮขณะนี้ ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 52,050 บาท ทองแท่งขายออกบาทละ 51,250 บาท ในขณะที่ทั่วโลกหวั่นผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหนัก และคาดกันว่า ธนาคารกลางชาติต่าง ๆ รวมทั้งไทยจะลดดอกเบี้ยนโยบายลง. –511- สำนักข่าวไทย