กระทรวงคลัง 16 พ.ค. – คลัง-ธปท. หาช่องทางหนุนประชาชน เอสเอ็มอี เข้าถึงเงินกู้เพิ่ม ยอมรับ กนง. มีอิสระกำหนด ดอกเบี้ยนโยบาย ดึงกลุ่มมีปัญหา นำมาช่วยเหลือ
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การหารือร่วมกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หารือร่วมกันหลายประเด็น ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันในเรื่องนโยบายการเงินในการกำหนดดอกเบี้ยนโยบาย โดย คณะกรรมการ กนง. ใช้วิจารณญาน และเครื่องมือในการประเมินเศรษฐกิจ เพื่อ คุมดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ ร้อยละ 1-3 ซึ่งใช้มา 3-4 ปีแล้ว โดยกำหนดและทบทวนร่วมกันเป็นประจำทุกปี คลังเห็นด้วยว่า เป็นอิสระของ กนง. เพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก เรื่องการสร้างเสถียรภาพ คลังจึงไม่อยากแทรกแซงในเรื่องนี้ ส่วนกรอบเงินเฟ้อในปีนี้ใช้มาแล้ว 6 เดือน ธปท. คงต้องทบทวนใหม่เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ดูแลดอกเบี้ยใหม่ในปีหน้า
ที่ประชุมมองว่า สิ่งสำคัญมากกว่าดอกเบี้ยขณะนี้ คือ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน เพราะเป็นปัญหาของประชาชน และภาคธุรกิจ รัฐบาลมีความเป็นห่วงมาก เพราะถึงแม้ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ลดลง เล็กน้อย คงไม่เป็นปัญหาเท่ากับการขอกู้ไม่ได้ ซึ่งสำคัญกว่า จึงใช้เวลาหารือร่วมกันเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากภาคเอกชนนาดกลางและรายใหญ่ เข้าถึงสินเชื่อได้ไม่น่าห่วง เพราะมีทั้งการออกหุ้นกู้ กระจายหุ้น ขอกู้แบงก์ ส่วนรายย่อย เอสเอ็มอี ยังเข้าไม่ถึงแหล่งกู้ และผู้มีปัญหาหนี้รายเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบปัญหาจากโควิด-19
“คลังขอให้แบงก์ชาติ ทำเพื่อให้ราย่อย นักธุรกิจ เข้าใจมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมา ธปท. ออกประกาศหลายฉบับ กำชับให้ธนาคารคุมเข้มการปล่อยกู้ ป้องกันปัญหา NPL พุ่งสูงขึ้น เมื่อแบงก์รัฐได้นำร่องผ่อนคลายเงื่อนไขปล่อยกู้ผ่านหลายโครงการ จึงอยากให้ธนาคารพาณิชย์อื่น ลองพิจารณาทำด้วย ผ่านผู้กำหนดนโยบายอย่าง แบงก์ชาติ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาภาพรวม ทำให้ยอดหนี้ NPL ลดลงด้วยอีกทางหนึ่ง รายย่อย เอสเอ็มอี มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน นับเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นใด เพราะหากให้ดอกเบี้ยลดลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ กับได้เงินกู้ ชาวบ้านคงเลือกการขอกู้ได้แน่นอน ” นายพิชัย กล่าว
ยอมรับว่าสถาบันการเงินของไทยขณะนี้ค่อนข้างเข้มแข็ง ตามข้อกำหนดมาตรฐานสากลแทบทุกด้าน เมื่อแบงก์แข็งแรง จึงต้องมานั่งคุยกันว่า โอกาสในการปรับเกณฑ์ จึงมีโอกาสเป็นไปได้ และดึงเฉพาะกลุ่ม ควรได้รับการช่วยเหลือ นับว่าเป็นพอร์ตไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อทั้งระบบ 4 ล้านล้านบาท คงไม่น่ากังวล เพื่อให้แบงก์พาณิย์ เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น นโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ แบงก์ชาติ คงไปพิจารณา โดยไม่กระทบวินัยการปล่อยกู้
“เมื่อมีกรอบการทำงานในวันนี้ สศค.และธปท. จะประสานทำงานร่วมกันในรายละเอียด โดยกระทรวงการคลังและ ธปท. พร้อมหารือร่วมกันบ่อยมากขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างมีความชัดเจน นับว่าบรรยากาศหารือครั้งแรก เรียบร้อยดี เพราะนายพิชัย เคยบอร์ดแบงก์ชาติ จึงพูดภาษีเดียวกันและรับรู้วิถีการทำงานของแบงก์ชาติ บรรยากาศพูดคุย จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และจะหารือร่วมกับมากขึ้น”.-515 สำนักข่าวไทย