สระแก้ว 12 ก.พ. – ทางการไทยและกัมพูชาเปิดปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 จุด จับคนไทย 21 คนที่ทำงานให้กับชาวจีน ด้วยการหลอกคนไทยด้วยกันเอง
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ PCT เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 3 จุดพร้อมกัน ประกอบด้วย จุดที่ 1 อาคาร Y.N Hotel กรุงพนมเปญ ชั้น 4-8 ใช้เป็นสถานที่พักอาศัยของผู้ต้องหา โดยใช้ชั้น 9 เป็นสถานที่ในการชักชวนผู้เสียหายหลอกลงทุน มีคนจีนเป็นหัวหน้าและผู้ควบคุมการทํางาน ลักษณะการเป็นการหลอกลวงให้ลงทุนซื้อขายเหรียญดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ “Digital Alliance” มีผู้เสียหายเป็นคนไทยจํานวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท และจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย
จุดที่ 2 อาคารตรงข้าม Sokha Vegas Caniso ในเมืองพระสีหนุ เป็นอาคาร 4 ชั้น ชั้นบนสุดใช้เป็นสถานที่พักอาศัยและทํางานในการโทรมาหลอกลวงผู้เสียหายที่ไทย โดยแอบอ้างเป็นตํารวจและดีเอสไอ มีคนจีนเป็นหัวหน้าคอยควบคุมดูแลสั่งการ และบังคับไม่ให้ออกไปด้านนอก โดยผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อถูกหลอก เพราะความกลัว มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย
จุดที่ 3 อาคาร Chinatown GM Office ในเมืองพระสีหนุ ซึ่งเป็นที่พักและที่ทํางานในการชักชวนผู้เสียหายหลอกลงทุน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม มีกลุ่มคนจีนควบคุมแต่ละกลุ่ม ลักษณะการหลอกลวงให้เล่นเกม โดยส่งลิงก์ผ่านเว็บไซต์ พร้อมกับอ้างตัวเป็นเครือของห้างสรรพสินค้า มีผู้เสียหายเป็นคนไทยจํานวนมาก มูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาได้ 13 ราย
ทั้ง 3 จุดสามารถจับผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 21 ราย โดยเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้นำตัวผู้ต้องหาที่เป็นคนไทยส่งให้ ตม.สระแก้ว กลับมาดำเนินคดี ฐานเป็นอั้งยี่ซ่องโจร มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ สำหรับผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี เจ้าหน้าที่กัมพูชาจะเร่งรัดดำเนินการติดตามตัวเพื่อส่งตัวให้กับประเทศไทยโดยเร็ว
ปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ และคณะ ได้เดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยก่อนหน้านั้นตำรวจได้เบาะแสสำคัญจากการเปิดปฏิบัติการ “บูรพา 491 ทลายคอลเซ็นเตอร์ตัดวงจรส่งคนไทยข้ามแดน” เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และในปฏิบัติการดังกล่าวสามารถจับกุมสามีภรรยาเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ได้ที่บริเวณตะเข็บชายแดน
จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้ข้อมูลว่าได้ทำหน้าที่คอยประสานงานกับหัวหน้าแก๊งชาวจีน เพื่อส่งคนไปทำงานที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล พร้อมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 2 แก๊ง รวมทั้งสิ้น 71 หมายจับ ถือว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา กระทั่งมีการส่งหมายจับให้กัมพูชาไปให้ขยายผลจับกุมตัวคนไทยที่เหลือมาดำเนินคดี
กัมพูชาผลักดันคนไทยกลับมาดำเนินคดี
ส่วนบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองของทั้ง 2 ประเทศ บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาได้ผลักดันคนไทยจำนวน 16 คน ออกจากประเทศ แบ่งเป็นชาย 14 คน และหญิง 2 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยนำหมายศาลจังหวัดพัทยา 14 หมาย และศาลจังหวัดหนองคาย 2 หมาย เข้าไปนำตัวเดินเท้าข้ามสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา จากฝั่งปอยเปต โดยพบว่ามีคนไทยที่มีหนังสือเดินทางเพียง 4 คน ส่วนอีก 12 คน ไม่มีหนังสือเดินทาง
จากนั้นเมื่อเสร็จขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและตรวจคัดกรองโควิดเบื้องต้น ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามท้องที่ต่างๆ ทั้งในพื้นที่ สภ.แหลมฉบัง และพื้นที่จังหวัดหนองคาย ตามข้อหาฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและมีส่วนร่วมองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”.-สำนักข่าวไทย