จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 23 ม.ค.- นักวิชาการเผยน้ำท่วมใต้รุนแรง เนื่องจากฝนตกเปลี่ยนแปลง ผิดปกติ ตกหนักเฉลี่ย 200-500 มิลลิเมตรในช่วงเวลาสั้นๆ เตรียมพร้อมรับมือฝนหนักระลอกใหม่23-25 ม.ค.นี้
รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากภาวะอุทกภัยรุนแรงในภาคใต้ปีนี้ พบว่าเกิดจากความผิดปกติหลายปัจ จัย แม้ว่าปริมาณเฉลี่ย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยฝนในรอบ 30 ปี ร้อยละ 20 แต่พฤติกรรมของฝนเปลี่ยนแปลงไป ตกแบบผิดปกติ คือมีการตกหนักมากเป็นห้วงๆ ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมกราคม ช่วงละ 2-3 วัน ซึ่งมีปริมาณฝนสูงมากเฉลี่ย 200-400 มิลลิเมตร เกือบทุกจังหวัดโดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราช มีปริมาณฝนตกสูงสุด 4-5 ช่วง ปริมาณฝน 300-400 มิลลิเมตร จึงทำให้เกิดน้ำท่วมหนักเป็นประวัติการณ์
ด้านนายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากการติดตามสภาพอากาศของภาคใต้ปีนี้พบความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะพฤติกรรมของฝนที่ตกหนักมาก 2-3 วันแล้วหยุด ไม่ตกต่อเนื่องเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เป็นผลจากลมหนาวมาน้อย และมาเร็วไปเร็ว ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง สถิติสูงสุด เคยเกิดปี 2498 ที่จังหวัดนราธิวาส มีฝนตกในระยะ24ชั่วโมง มากถึง 625 มิลลิเมตร และที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เคยตกหนักสุด 500 มิลลิเมตร และน้ำท่วมหนักมาแล้ว ขณะนี้กรมอุตุฯ กำลังติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด และประเมินว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะสภาพอากาศกำลังปรับตัวเข้าสู่โหมดปกติ หลังจากแล้งต่อเนื่องมา 2-4 ปี โดยคาดการณ์จะฝนหนักอีกครั้ง 23-25มกราคม และจะลดลงหลังวันที่27มกราคม
นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว่า สภาพภูมิประเทศของภาคใต้ ที่ตั้งอยู่ขนานกับภูเขา และมีการก่อสร้างเมืองและถนนขวาง ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ปริมาณฝนที่ตกมากขนาดนี้ ยังไงก็ต้องท่วม เพราะพื้นที่มีศักยภาพในการรับน้ำและระบายน้ำได้เพียง 100 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ครั้งนี้ฝนตกหนักมาก รวมๆ3วัน 1,000 มิลลิเมตร การระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ ทำได้ไม่ทัน เพราะเขื่อนภาคใต้ทั้งหมด ระบบท่อมีขนาดเล็กและเป็นแบบเก่า ถูกออกแบบมาเพื่อการส่งน้ำเท่านั้น ซึ่งเมื่อเกิดเหตุ กรมชลประทาน ได้ระดมคน เครื่องมือ เครื่องจักรลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วย เหลือประชาชน ปัจจุบันได้ส่งเครื่องผลักดันน้ำเกือบ 200 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ 300 เครื่อง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด แต่ปัญหาคือ พอระบายน้ำจนลดระดับลงไปบางส่วน ฝนก็ตกลงมาเพิ่ม ทำให้ความเดือดร้อนยังคงอยู่ต่อเนื่องยาวนาน และยังคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องไปอีก กรมอุตุฯคาดว่า 23-25 มกราคมนี้ จะมีฝนตกหนักอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งทุกหน่วยงานได้เตรียมพร้อมรับมือและวาง แผนให้ความช่วยเหลือประชาชน ตั้งแต่การแจ้งตือน และอพยพในกรณีจำเป็น.-สำนักข่าวไทย