18 มี.ค. – ผบ.ตร. ส่งชุด PCT5 รวบ “วันเพ็ญ” เจ้าแม่แชร์ทอง 61 หมายจับ ไร้เงากว่า 2 ปี สุดท้ายเกมเพราะชอบกินหนังควาย
ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี PCT ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ในฐานะหัวหน้าชุด PCT5 นำกำลังสืบสวนแกะรอย น.ส.วันเพ็ญ หรือ กวินา หลังก่อเหตุฉ้อโกงประชาชนด้วยการหลอกลวง “ขายทอง” จนถูกตำรวจออกหมายจับไว้กว่า 26 หมายจับ
ล่าสุดได้รับประสานงานพบหมายจับศาลอีกกว่า 35 หมายจับ รวม 61 หมายจับ พบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 360 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท หลังจากหายตัวไปชนิดที่เรียกได้ว่าไร้เงามาเป็นเวลากว่า 2 ปี
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ชุด PCT5 ร่วมกับสืบนครบาล แกะรอยกว่า 1 ปี จนพบเบาะแส “หนังควาย” และพบแหล่งกบดานเป็นเซฟเฮาส์ลับในชนบทใกล้เขาใหญ่ พื้นที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ก่อนเข้าทำการจับกุมตัว
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 16.15 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ในฐานะหัวหน้า PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. ในฐานะรองหัวหน้า PCT ชุดที่ 5, พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ ผกก.กก.สส.บก.น.4, พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ, พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว, พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี, พ.ต.ต.ชัยวัฒน์ จงเจริญ, พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า, พ.ต.ต.ภัสสกรณ์ เฉลียวบุญ, พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. (PCT) ชุดที่ 5, ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.), กก.สส.บก.น.4 นำกำลังสืบสวนติดตามจับกุมตัว น.ส.วันเพ็ญ หรือ กวินา อายุ 34 ปี ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” จำนวน 61 หมายจับ ดังนี้
1.หมายจับศาลจังหวัดอุบลราชธานีที่ 191/2564 ลงวันที่ 7 มิ.ย. 64 (สภ.เมืองอุบลราชธานี)
2.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 698/2564 ลงวันที่ 5 พ.ย. 64 (สภ.คูคต)
3.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 699/2564 ลงวันที่ 5 พ.ย. 64 (สภ.คูคต)
4.หมายจับศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 94/2564 ลงวันที่ 24 พ.ค. 64 (สภ.บ้านแฮด)
5.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 232/2564 ลงวันที่ 8 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
6.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 233/2564 ลงวันที่ 8 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
7.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 245/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
8.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 246/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
9.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 247/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
10.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 248/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
11.หมายจับศาลจังหวัดระยองที่ 249/2564 ลงวันที่ 19 พ.ย. 64 (สภ.ปลวกแดง)
12.หมายจับศาลจังหวัดมุกดาหารที่ 37/2564 ลงวันที่ 29 เม.ย. 64 (สภ.ป่าไร่)
13.หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 118/2564 ลงวันที่ 3 มี.ค. 64 (สภ.ลำลูกกา)
14.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 341/2564 ลงวันที่ 21 ก.ค. 64 (สภ.สำโรงเหนือ)
15.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 76/2564 ลงวันที่ 3 พ.ค. 64 (สภ.หนองแค)
16.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 77/2564 ลงวันที่ 3 พ.ค. 64 (สภ.หนองแค)
17.หมายจับศาลจังหวัดชลบุรีที่ 457/2564 ลงวันที่ 10 พ.ย. 64 (สภ.หนองขาม)
18.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 211/2564 ลงวันที่ 27 ก.ค. 64 (สภ.ห้วยใหญ่)
19.หมายจับศาลจังหวัดสระบุรีที่ 115/2564 ลงวันที่ 28 มิ.ย. 64 (สภ.วิหารแดง)
20.หมายจับศาลจังหวัดกระบี่ 231/2565 ลงวันที่ 13 มิ.ย. 65 (สภ.เหนือคลอง)
21.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 200/2564 ลงวันที่ 19 ก.ค. 64 (สภ.บ่อวิน)
22.หมายจับศาลจังหวัดหนองบัวลำภูที่ 28/2565 ลงวันที่ 8 ก.พ. 65 (สภ.เมืองหนองบัวลำภู)
23.หมายจับศาลจังหวัดอำนาจเจริญที่ 72/2564 ลงวันที่ 10 ส.ค. 64 (สภ.เมืองอำนาจเจริญ)
24.หมายจับศาลจังหวัดนครปฐมที่ 216/2564 ลงวันที่ 20 ส.ค. 64 (สภ.บางหลวง)
25.หมายจับศาลจังหวัดสุรินทร์ที่ 25/2564 ลงวันที่ 17 มี.ค. 64 (สภ.พนมดงรัก)
26.หมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ 406/2564 ลงวันที่ 30 พ.ย. 64 (สภ.สัตหีบ)
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลหมายจับของศาลอีกจำนวนกว่า 35 หมายจับ พร้อมทั้งตรวจยึด 1.โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง (พบข้อมูลการตั้งวงแชร์อีกหลายวง) 2.สมุดบันทึก จำนวน 1 เล่ม 3.ซองใส่ซิม จำนวน 5 ชิ้น
พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2563 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2564 น.ส.วันเพ็ญ หรือ กวินา มีการไลฟ์ผ่านทางเฟซบุ๊กโฆษณาเชิญชวนประชาชนร่วมลงทุนในการ “ขายทอง” อ้างจะนำทองมาจากต่างประเทศ โดยสามารถสั่งนำเข้ามาได้ในราคาเพียงบาทละ 3,000-4,000 บาท ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปมาก
ต่อมามีผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่ง น.ส.วันเพ็ญ มีการส่งทองหรือจ่ายเงินตอบแทนให้กับผู้สั่งซื้อหรือร่วมลงทุนใน 2-3 ครั้งแรก ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้นในกลุ่มผู้ที่เคยร่วมลงทุนเดิม และยัง “ปากต่อปาก” ทำให้ยิ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมการลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก สุดท้ายเหล่าผู้เสียหายต่าง “ทุ่มเงิน” จำนวนมากร่วมลงทุนซื้อทองกับ น.ส.วันเพ็ญ
ต่อมาเมื่อได้เงินก้อนใหญ่แล้ว น.ส.วันเพ็ญ ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาท ผู้เสียหายกว่า 200 รายทั่วประเทศ ต่างได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุทั่วประเทศ
ต่อมามีสอบสวนจนนำมาสู่การออกหมายจับจำนวน 61 หมายจับทั่วประเทศไทย จากการติดตามของเจ้าหน้าที่พบว่า น.ส.วันเพ็ญ ไม่เพียงหายตัวไป แต่จากการตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ อีก ต่อมาทีมนักวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบการรับแจ้งความออนไลน์และข้อมูลแผนประทุษกรรมจากคดีเดิม โดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หรือหัวหน้า PCT ชุดที่ 5 ได้วิเคราะห์ข้อมูลพบร่องรอยจากแผนประทุษกรรมช่วงการก่อเหตุที่ผ่านมา ซึ่งพบตัวละครสำคัญที่คอยดำเนินการทำธุรกรรมให้กับ น.ส.วันเพ็ญ
ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ได้ให้ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว สว.กก.2 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.คณิตนนท์ ถนอมศรี สว.กก.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กลุ่มงานสอบสวนฯ ชุด PCT5 นำกำลังแยกกันลงพื้นที่แกะรอยจนกระทั่งสืบทราบว่า น.ส.วันเพ็ญ หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.สระบุรี โดยมีลูกน้องคอยเป็นผู้ทำธุรกรรมต่างๆ ให้ เพื่ออำพรางการใช้ชื่อตนเอง แม้จะปกปิดตัวตนอย่างมิดชิด แต่ต่อมาชุด PCT5 พบเบาะแสสำคัญจากร้านอาหารในละแวกพื้นที่กบดานคือ “หนังควาย” ซึ่งเป็นอาหารที่ น.ส.วันเพ็ญ ชอบกิน จนนำมาสู่การสืบทราบที่กบดานของ น.ส.วันเพ็ญ ซึ่งเป็นเซฟเฮาส์ลับ มีรั้วสูงล้อมรอบมิดชิด ภายในชนบทใกล้เขาใหญ่
ต่อมา พล.ต.ต.ธีรเดช ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด PCT5 และสืบสวนนครบาล ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ดักซุ่มบริเวณป่าข้างทางใกล้กับเซฟเฮาส์ลับดังกล่าว กระทั่งได้พบ น.ส.วันเพ็ญ เดินออกมาจากรั้วเซฟเฮาส์ลับ ลักษณะแต่งกายมิดชิด สวมหมวกปิดบังอำพรางไม่ให้ใครจำได้ แต่ไม่รอดสายตาของ พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว ซึ่งติดตามตัว น.ส.วันเพ็ญ มาเป็นเวลากว่า 1 ปี จึงสามารถจดจำลักษณะท่าทางได้
เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมตัว น.ส.วันเพ็ญ ตามหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับให้ดูกว่า 26 หมายจับ พบว่า น.ส.วันเพ็ญ ยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลอีกกว่า 35 หมายจับ รวมทั้งสิ้น 61 หมายจับ โดยระหว่างการขยายผล มีผู้เสียหายจำนวนมากที่เคยถูกหลอกลวงเดินทางมาที่ บก.สส.บช.น. ติดตามทวงถามถึงมูลหนี้ที่ถูกโกงไป
กลุ่มผู้เสียหายกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า ได้ติดตามมาเป็นเวลานานแล้ว และไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวได้ เพราะทราบมาว่า น.ส.วันเพ็ญหลบหนีไปอยู่ในป่า ไม่คาดคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามจับกุมได้ จึงนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ในชั้นจับกุม น.ส.วันเพ็ญ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า เริ่มชักชวนคนใกล้ตัว รวมถึงผู้อื่น ร่วมวงแชร์ทางออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ จนเมื่อประมาณเดือน ต.ค. 63 เริ่มคิดอยากจะเปิดวงแชร์แบบใหม่ในลักษณะให้ออมทอง โดยทำระบบการลงทุนออมทองไว้ คือให้ผู้ลงทุนลงเงินก่อนเป็นจำนวนเงินที่ถูกกว่าราคาทองจริงในตลาด เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ เป็นระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นจะส่งทองจำนวน 1 บาท ไปให้ โดยวิธีการคือจะสั่งซื้อทองที่ห้างทองผ่านช่องทางออนไลน์ในราคาเต็มตามปกติ โดยช่วงแรกที่เริ่มทำในขณะที่ทองคำราคาประมาณ 28,000 บาท ตนจะไปประกาศหาผู้ที่ต้องการลงทุนออมทอง โดยโฆษณาว่าสามารถออมทองในราคาเพียงแค่ 24,000 บาท ออมเป็นระยะเวลา 3 เดือน และจะได้รับทองคำจริงจำนวน 1 บาท สาเหตุที่ในช่วงแรกยังไม่ขาดทุนเพราะยังหาคนที่อยากลงทุนออมทองต่อเนื่องลงเงินออมเพิ่ม และนำเงินส่วนต่างไปเพิ่มเติมในยอดเงินที่ขาด เพื่อให้สามารถซื้อทองคำในราคาเต็มได้ และจัดส่งทองคำที่ได้สั่งซื้อมาให้ผู้ลงทุนคนแรกๆ จึงทำให้น่าเชื่อถือว่าลงทุนจำนวนเงินน้อย แต่สามารถซื้อทองจริงได้ ในช่วงเวลาที่มีผู้คนสนใจมากที่สุดมีลูกค้าประมาณ 100 คน และมีนักลงทุนบางคนร่วมลงทุนหลายครั้งจนสะสมเป็นยอดออมทองประมาณ 50 บาท และในขณะนั้นมียอดเงินที่มีผู้ลงทุนอยู่ประมาณหลักแสนบาท เนื่องจากต้องหมุนเวียนเงินเพื่อให้ระบบยังดำเนินต่อไปได้
หลังจากนั้นประมาณต้นปี 64 เริ่มเกิดปัญหา เนื่องจากไม่สามารถหาผู้ลงทุนใหม่ๆ มาลงทุนต่อได้ จึงเริ่มลดราคา โดยเปิดให้เริ่มออมทองในราคาบาทละ 8,000 บาท จากราคาเต็มประมาณ 30,000 บาท (ในขณะนั้น) เพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ และมีผู้มาร่วมลงเงินออมทองจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถหมุนเวียนเงินได้ เพราะต้องนำเงินมาทบยอดไปมาจากลูกค้าหลายคน จนไม่สามารถซื้อทองให้ครบตามจำนวนของผู้ที่ลงทุนได้ จึงเริ่มมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี จากนั้นเริ่มย้ายที่อยู่และเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลจริง เพื่อหลบหนี
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า วิธีการที่ผู้ต้องหารายนี้ใช้หลอกลวงนั้นมีความน่ากลัว เพราะมีการสร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อให้ตายใจก่อน ด้วยวิธีการนี้ทำให้จำนวนเงินที่ผู้เสียหายตัดสินใจนำมาลงทุนนั้นจะมีจำนวนสูงกว่าการถูกหลอกลวงทั่วๆ ไป จึงขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชนว่าการร่วมลงทุนในโลกออนไลน์มีความเสี่ยง สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการระดมปราบปรามผู้กระทำผิดทางออนไลน์อยู่ตลอด ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ดังนั้น ผู้ที่ยังทำหรือคิดจะทำขอเตือนว่าไม่คุ้มได้คุ้มเสีย เมื่อได้ลงมือก่อเหตุ.-สำนักข่าวไทย