ลูก 4 ขวบชอบเปรตมาก ปั้นแต่หุ่น แม่เครียดไปไม่ถูก

ลำปาง 22 ก.ย.-แม่เครียดถึงกับไปไม่ถูก ลูกชายวัย 4 ขวบ ชอบเปรตมาก วันๆ เอาแต่ปั้นดินน้ำมันรูปเปรต ด้าน กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์วัยรุ่น ระบุการที่เด็กไปเห็น หรือไปดูอะไรมาแล้วเกิดความประทับใจ ไม่แปลกที่เด็กจะอยู่กับความชอบ และเกิดจินตนาการกับสิ่งนั้นๆ

วันนี้มีคุณแม่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงกลุ่มห้องนั่งเล่นพ่อแม่ สอบถามถึงปัญหาเกี่ยวกับ ไซเรนเฮด ระบุว่า “ตอนนี้ลูกชาย อายุ 4 ขวบ ชอบเปรตมาก วันๆ เอาแต่ปั้นดินน้ำมันรูปเปรต ชวนเล่นอย่างอื่นก็ไม่เล่น ให้ออกไปเดินเล่น หรือไปปั่นจักรยานก็ไม่ไป จะชวนไปเล่นกับเพื่อนไม่เอา ไม่เอาอะไรเลย ลูกไม่ไปวิ่งเล่นหรือออกกำลังกายเลย จะเป็นอะไรไหม หรือมีวิธีทำให้ลูกออกจากวงจรนี้ไหม หรือควรจะสนับสนุนแทน เพราะตอนนี้ตนไปไม่ถูกเลย”


โดยคุณแม่ ระบุทิ้งท้ายว่า ตนเองไม่ได้ซีเรียสเรื่องที่น้องปั้น แค่อยากรู้ว่าถ้าลูกไม่ทำกิจกรรมอื่นเลย จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ พร้อมขอร้องคนที่จะมาคอมเมนต์อย่าแขวะกันเลย

หลังเป็นกระแสในโลกโซเชียล ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบกับคุณแม่แนน และน้องอาเสี่ย ที่บ้าน เมื่อไปถึงก็พบว่าคุณแม่ กำลังนั่งเล่นกับน้องอาเสี่ย โดยบนโต๊ะมีรูปปั้นสัตว์ประหลาด และสัตว์ปกติทั่วไปจำนวนมาก โดยน้องอาเสี่ยบอกว่าชอบการปั้น โดยเริ่มลงมือปั้นรูปม้าลาย ขณะที่ปั้นจะเห็นว่าน้องตั้งใจมาก เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น สี ลวดลายของม้าลาย ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีก็สำเร็จ เมื่อถามว่าอยู่ที่โรงเรียนชอบเรียน เรียนเก่งไหม น้องอาเสี่ยพยักหน้า เมื่อถามว่าชอบเรียนวิชาอะไรมากที่สุด น้องอาเสี่ยบอกว่าภาษาอังกฤษ และเมื่อถามว่าแล้วรูปที่กำลังปั้นอยู่คือม้าลายภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร น้องอาเสี่ยก็ตอบว่า ซีบร้า


ถามน้องอาเสี่ยหลังจากที่เริ่มปั้นรูปไซเรนเฮด ว่านี้คือรูปอะไร น้องอาเสี่ยบอกผีเปรต เมื่อถามว่าดูมาจากไหน น้องอาเสี่ยบอกว่า ดูจากมือถือ และรู้ไหมว่าทำไมเป็นผีเปรตคืออะไร น้องบอกว่าต้องทำไม่ดีกับพ่อแม่ถึงจะได้เป็นผีเปรต เมื่อเห็นผีเปรตแล้วรู้สึกอย่างไร น้องตอบว่า ตอนแรกก็รู้สึกเศร้า และก็ดูเท่ดี จึงชอบ

ขณะที่คุณแม่ บอกว่า เริ่มจากที่น้องดู MV เพลง เปรตปฐพี หลังจากที่ดูลูกก็ชอบ ก็เลยปั้น แม่ก็จะคอยสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษที่มีต่อพ่อแม่ จากนั้นเมื่อเวลาเปิดดูโทรศัพท์น้องก็จะหาคำว่าเปรต โดยการพูดแทนการเขียน เมื่อเจอรูปเปรตต่างๆ น้องก็ปั้นตาม ซึ่งตนเองก็คิดว่าคงเป็นจิตนาการของเด็กด้วย แต่สิ่งที่เห็นคือเมื่อก่อนน้องจะอารมณ์ร้อน งอแง แต่หลังจากปั้นดินก็จะเห็นว่าน้องมีสมาธิมากขึ้น ใจเย็น และตั้งใจปั้นจนเสร็จ ส่วนใหญ่จะปั้นวันละชั่วโมงหรือกว่านั้นนิดหน่อยหลังกลับจากเรียน หากไม่ทำอะไรก็จะปั้นก่อนจะทานอาหารเย็น ส่วนวันหยุดพ่อแม่ก็จะพาไปเที่ยวข้างนอกเมื่อกลับมาบ้าน ว่างๆ ก็จะมานั่งปั้นแบบนี้ แต่ละวันก็จะปั้นอย่างน้อย 1-4 ตัว และเย็นวันนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงน้องปั้นได้ 4 ตัว

เรื่องนี้ ทีมข่าวโทรไปสอบถามขอความเห็น จาก นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์วัยรุ่น เล่าให้ฟังว่า ในมุมมองของแพทย์ ในเด็กในวัย 4 ขวบแน่นอนว่าน้องมีจินตนาการในการคิดในการเล่นอยู่แล้วทุกคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเรื่องผิดปกติแต่อย่าง แต่ก็ไม่แปลกที่คุณแม่จะมองว่ามีความน่ากังวล แต่อยากให้หันกลับมามองว่าการที่พ่อแม่เลี้ยงลูกในรูปแบบสังคมเมือง มีความปัจเจก และการมีลูกน้อยลง ทำให้เด็กก็ไม่รู้จะไปเล่นกับใคร จะออกไปเล่นกับข้างบ้านก็ทำไม่ได้ เมื่อประกอบกับการที่เด็กไปเห็น หรือไปดูอะไรมาแล้วเกิดความประทับใจก็ไม่แปลกที่เด็กจะอยู่กับความชอบ และเกิดจินตนาการกับสิ่งนั้นๆ ในมุมมองของหมอ การที่จะบอกว่าเด็กจะปกติ หรือผิดปกติ ทางการแพทย์แนะว่าให้สังเกตใน 3 อย่าง


1.พัฒนาการทางด้านร่างกาย และจิตใจ ให้ดูว่าเด็กวิ่งเล่น เดินได้ตามปกติหรือไม่ เด็กสามารถพูดโต้ตอบได้มากน้อยขนาดไหน แต่อย่าเพิ่งตัดสินเฉพาะพฤติกรรมที่เราเห็นเมื่อเด็กอยู่กับเรา แต่ขอให้ไปดูที่โรงเรียนว่าน้องเล่นแบบไหน มีทักษะในการเล่นขนาดไหน

  1. ระบบนิเวศน์ คือ บรรยากาศโดยรอบที่เด็กอยู่อาศัย บ้านที่เด็กอยู่เป็นอย่างไร มีใครอยู่พูดคุย เล่นกับเด็กบ้างรึเปล่า ไม่เฉพาะแค่ที่บ้าน ต้องหมั่นสังเกตุที่โรงเรียนว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร เพื่อนๆ ของน้องเป็นอย่างไร จะส่งผลต่อพฤติกรรมของน้องได้ในอนาคต
  2. ปฏิสัมพันธ์ภายในบ้าน คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าเลี้ยงน้องอย่างไร เล่นกับลูก มีปฏิสัมพันธ์กับลูกมากน้อยแค่ไหน หรือมัวแต่ทำงาน หรือใช้ชีวิตเป็นพ่อแม่ยุคโซเชี่ยล ติดหน้าจอ จนปล่อยให้ลูกอยู่เพียงลำพัง หรือไม่

เมื่อถามว่า คุณแม่น้องถามสังคมว่า ควรให้ลูกออกจากวงจรนี้ไหม หรือควรจะสนับสนุนแทน คุณหมอแนะนำว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องหยุดพรสวรรค์เด็ก แต่ความกังวลที่เด็กจะมีปัญหาหรือไม่ พ่อแม่ต้องใช้เวลากับเด็ก เข้าไปเล่นกับเด็ก และพยายามใช้คำถามปลายเปิดถามว่าประทับใจอะไรในตัวละครนั้นๆ และที่สำคัญ อย่าไปยัดเยียดจินตนาการของตัวเองให้กับเด็ก เพราะเรื่องราวมันจะบานปลายไปกันใหญ่

คุณหมอทิ้งท้ายว่า การชวนเด็กตั้งคำถามปลายเปิด ถึงความรู้สึกของเด็กในความสนใจนั้นๆ สามารถใช้ได้กับทุกกรณี สิ่งสำคัญพ่อแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการของเด็ก และให้เวลากับลูก เข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่เด็กสนใจด้วย จะได้เข้าใจเด็กได้ดียิ่งขึ้น.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

ข่าวเด่นประเด็นร้อน “จบที่ยังไม่จบ? คดีหวย 30 ล้าน”

ดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท ที่ยืดเยื้อกว่า 3 ปี ได้ข้อสรุป หลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง “ร.ต.ท.จรูญ”

ข่าวแนะนำ