fbpx

ศาลปกครองสูงสุด กลับคำสั่งให้พิจารณาคดีค่าโง่โฮปเวลล์ใหม่

กรุงเทพฯ 4 มี.ค.-คมนาคม-รถไฟฯ เฮ! ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 81-83/2565 กลับคำสั่งศาลปกครองกลาง และให้รับคำขอให้พิจารณาคดีค่าโง่โฮปเวลล์ 2.4 หมื่นล้านบาท ไว้พิจารณาใหม่ ต่อลมหายใจภาครัฐสู้คดีต่อ ยังไม่ต้องจ่ายค่าโง่

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่าเวลาประมาณ 13.30 น. ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 81-83/2565 โดยมีมติกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น กรณีให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)จ่ายค่าชดเชยค่าตอบแทนตามสัญญาสัมปทานให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำนวน 24,000 ล้านบาท เป็นให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)


สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีในอนาคตของกระทรวงคมนาคม โดย รฟท.นั้น จะนำประเด็นต่อสู้ในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของอายุความ หรือการนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี, และประเด็นมติคณะรัฐมนตรี, รวมถึงประเด็นการจดทะเบียนของบริษัท ที่มีวัตุประสงค์ของบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้นยังมีประเด็นบริษัทที่มาลงนามกับภาครัฐ ไม่ได้เป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ ซึ่งจะเห็นได้ว่า โดยคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดวันนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ภาครัฐได้ต่อสู้คดีใหม่ แต่ทั้งนี้ก็ไม่จบสิ้นกระบวการยุติธรรมทั้งหมด

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังรับทราบคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ยืนยันว่าการรถไฟมีความพร้อมในเรื่องทีมกฎหมาย ที่จะรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์กลับมาต่อสู้อีกครั้ง โดยส่วนตัวมีความมั่นใจในแนวทางการต่อสู้คดี ตามข้อมูลหลักฐานที่เตรียมไว้


“ถือว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ ในส่วนของภาครัฐถือว่าเปิดโอกาสให้มีทางเดินอีกครั้ง ส่วนในอนาคตคดีนี้ภาครัฐจะกลับมาชนะคดีหรือไม่ก็จะขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของศาลในอนาคต“นายนิรุฒ กล่าว

สำหรับรายละเอียด ของคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในคดีคำร้องที่ 394- 396/2564 ระหว่าง กระทรวงคมนาคม ผู้ร้องที่ 1และ การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน อันเป็นคดีที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ไว้ โดยอ้างว่า การนับระยะเวลาหรืออายุความในการยื่นข้อเรียกร้องของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการในคดีนี้ ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี คือ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่หนังสือบอกเลิกสัญญาของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ไปถึงบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มิใช่นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 อันเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ

ซึ่งกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เห็นว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวอ้างเข้าหลักเกณฑ์และองค์ประกอบการพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75(1) (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542


ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้ว่าที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเคยมีมติในคราวประชุมใหญ่ ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 ว่า “ในกรณีที่เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในขณะนั้น ต่อมา หลังจากที่ศาลปกครองเปิดทำการ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยขณะที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อายุความฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมยังไม่ครบกำหนด แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองนั้น จะเป็นการฟ้องคดีปกครองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 มาตรา 50 หรือมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แล้วแต่กรณี

ในกรณีเช่นนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการเป็นต้นไป” ก็ตาม และต่อมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีนี้ โดยวินิจฉัยว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รู้ว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่ได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม เมื่อสัญญาระหว่างคู่พิพาทไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการไว้โดยเฉพาะ การเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ จึงกระทำได้ภายในอายุความการฟ้องคดีต่อศาล เมื่อข้อพิพาทได้เกิดขึ้นก่อนที่ศาลปกครองเปิดทำการ การนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นการยื่นภายในกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา ข้อพิพาทนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาโดยชอบแล้ว

จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาโดยอาศัยข้อกฎหมายกรณีการเริ่มนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ได้เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 แม้ว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะไม่ได้ระบุถึงมติที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าวโดยตรง แต่ก็เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตามที่กำหนดในมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ต่อมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่า มติของที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ฯ เกี่ยวกับการเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และโดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

ดังนั้น การที่ศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษา โดยเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตามแนวทางที่กำหนดโดยมติที่ประชุมใหญ่ฯ แล้วต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ฯ ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่ข้อกฎหมายที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงชอบที่จะขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ได้

แม้ว่ามาตรา 212 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะบัญญัติไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว เว้นแต่ในคดีอาญา ให้ถือว่าผู้ซึ่งเคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยมาตรา 5 นั้น เป็นผู้ไม่เคยกระทำความผิดดังกล่าว หรือถ้าผู้นั้นยังรับโทษอยู่ก็ให้ปล่อยตัวไป

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ไว้พิจารณา.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

หญิงไทยถูกจับพร้อมสามีที่มาเลเซีย หลังหนีคดีฉ้อโกง 800 ล้าน

ตำรวจมาเลเซียจับกุมตัวหญิงชาวไทย และสามีชาวสิงคโปร์ ที่หลบหนี หลังเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจสิงคโปร์ ในคดีฉ้อโกงสินค้าแบรนด์แนมหรูกว่า 800 ล้านบาทได้แล้ว

ในหลวงทรงรับ “ครูบาบุญชุ่ม” เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ “ครูบาบุญชุ่ม” เป็นพระภิกษุอาพาธในพระบรมราชานุเคราะห์ หลังถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ

โจรเฒ่า 70 ควงปืนชิงทองอย่างทุลักทุเล สุดท้ายไม่รอด

โจรเฒ่าวัย 70 ปี ควงปืนจี้ร้านทองย่านบางแค บุกเดี่ยวไม่แคร์สังขาร ล้มลุกคลุกคลานขณะหลบหนี แต่สุดท้ายตำรวจตามรวบทันควัน อ้างมันสุดทางแล้ว “ไม่มีจะกิน”

เหยื่อ Mountain B เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รวมเป็น 17 คน

เหยื่อไฟไหม้ Mountain B เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย รวมผู้เสียชีวิตเป็น 17 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือ รักษาตัวในสถานพยาบาลที่มีหน่วยดูแลแผลจากความร้อน

ข่าวแนะนำ

คลังเคาะแล้ว วันลง “ทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่”

โฆษกรัฐบาล เผย “คลัง” เคาะแล้ววันลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ตามข้อสั่งการ “นายกฯ” เริ่ม 5 ก.ย.-19 ต.ค.65 คาดมีผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 15-16 ล้านคน

ทั่วไทยฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง

กรมอุตุฯ รายงานทั่วไทยฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ ขอประชาชนระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่

เหนือจมบาดาล มู่หลานพ่นพิษ เชียงรายน้ำท่วมแล้ว 5 อำเภอ

พายุมู่หลานพ่นพิษ หลายพื้นที่ภาคเหนือจมบาดาล โดยที่ จ.เชียงราย น้ำท่วมแล้ว 5 อำเภอ ขณะที่ 4 ชุมชนเทศบาล ต.สากเหล็ก จ.พิจิตร ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น