กระทรวงการคลัง 14 มิ.ย.-สคร. เตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP พิจารณาแผนลงทุนรถไฟฟ้าใหม่
4 เส้นทางมูลค่า
600,000 ล้านบาท ชี้การใช้ PPP Fast Track รถไฟฟ้า 3 สาย
ศึกษาแผนแล้วเสร็จภายใน 9 เดือน ช่วยเติมเงินลงทุนของประเทศกว่า 190,000 ล้านบาท
พร้อมยกร่าง พ.ร.บ.ร่วมทุนนำ Fast Track บรรจุในกฎหมาย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)
กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
(คณะกรรมการ PPP)
แถลงว่า
เตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP ปลายเดือนมิถุนายนนี้ พิจารณาโครงการลงทุนใหม่ เพื่อนำระบบ Fast Track มาใช้ในการศึกษาและจัดเตรียมโครงการลงทุนจากเดิมใช้เวลา
25
เดือนลดเหลือ 9 เดือน
ได้แก่โครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้านใต้ จากช่วงเตาปูน-ถนนกาญจนาภิเษก
รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด
คือ ภูเก็ตและเชียงใหม่ มูลค่ารวมทั้งหมด 600,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอโครงการ Fast Track สำหรับการบริหาร
ดูแลบำรุงรักษามอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นทางบางใหญ่ –
กาญจนบุรี
สำหรับการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ
(PPP Fast Track) เพื่อพัฒนาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ช่วงที่ผ่านมาผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย
มูลค่าโครงการ 190,000 ล้านบาทได้สำเร็จภายใน 9 เดือน ได้แก่
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค
และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย)
มูลค่าโครงการ 83,877 ล้านบาท
โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี (โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู)
มูลค่าโครงการ 56,691 ล้านบาท
และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง (โครงการรถไฟฟ้าสายเหลือง)
มูลค่าโครงการ 54,644 ล้านบาท
จึงทำให้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายลงนามในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560
และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการรถไฟฟ้าสายเหลือง เตรียมลงนามในสัญญาในวันที่
16 มิถุนายน 2560
นับว่าสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12
ที่กำหนดให้มีการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ
47,000 ล้านบาท
นางปานทิพย์ ศรีพิมล
ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า
สคร. เตรียมนำประสบการณ์ กลไกสำคัญของมาตรการ PPP Fast Track มาใช้ในการปรับปรุง
พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 โดยสัปดาห์หน้าเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย
ยึดหลักสำคัญในการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนให้มากขึ้น
มีขั้นตอนกระชับชัดเจน คงความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลหลังได้ลงนามสัญญาและตรวจสอบได้
รวมทั้งยึดหลักวินัยการเงินการคลังเช่นเดิม ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.
ร่วมลงทุนฯฉบับปรับปรุงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้เพื่อต้องการให้การสร้างโครงการขนาดใหญ่ดำเนินการไปได้อย่างรวดเร็ว.-สำนักข่าวไทย
