กรุงเทพฯ 14 มี.ค. – หุ้นไทยวิตกปัญหาแบงก์สหรัฐล้ม 2 วันหุ้นตกรวม 75.76 จุด ก.ล.ต.-ตลท.-ก.คลัง มอนิเตอร์ ยืนยันฐานะแบงก์ไทยไม่กระทบ กองทุนรวมของไทยลงทุนเกี่ยวข้องวิกฤติแบงก์สหรัฐน้อยมาก ไม่มีเหตุแห่ไถ่ถอน นลท. Over-React
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นไทยต่อผู้สื่อข่าวในเวลา 17.30 น. ของวันนี้ (14 มี.ค.) หลังจากตลาดหุ้นไทยท้ายภาคบ่ายดิ่งลงไปหนักถึงราว 50 จุด ตอบรับความกังวลสถานการณ์วิกฤติแบงก์ในสหรัฐ
นายภากร กล่าวว่า ยืนยันวันนี้ไม่เห็นสัญญาณชอร์ตเซลผิดปกติยังต่ำกว่า 10% ตลาดหุ้นไทยที่ร่วงหนักเป็นเช่นเดียวกับทิศทางตลาดต่างประเทศ เป็นลักษณการขายหุ้นที่ตื่นตระหนก หรือ Over-React โดยต่างชาติ-สถาบันขายหุ้นอย่างหนัก แต่รายย่อยยังเข้าซื้อนับหมื่อนล้านบาท ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ วิกฤติแบงก์สหรัฐไม่กระทบเศรษฐกิจไทย และไม่กระทบความสามารถทำกำไร บจ. ดังนั้น ขอวอนนักลงทุนอย่าตื่นตระหนก และล่าสุดสัญญาณตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐ-ยุโรป และสหรัฐ เริ่มดีขึ้น ในขณะที่มาตรการจัดการดูแลของฝั่งสหรัฐและยุโรป ในขณะนี้เรียกได้ว่าเด็ดขาดและรวดเร็วมาก
ทั้งนี้ SET ปิดวันนี้ที่ 1,523.89 จุด ลดลง 49.18 จุด (-3.13%) มูลค่าการซื้อขาย 103,833.09 ล้านบาท รวม 2 วัน หุ้นไทยตกถึง 75.76 จุด
“หุ้นไทยที่ลดลงเป็น Over-React ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดที่สหรัฐ-ยุโรป แต่เมื่อไม่ชัดเจน หุ้นเอเชียก็ตื่นตระหนก ในส่วนของไทยมองในระยะข้างหน้าได้รับผลดีจากโควิด-19 คลี่คลาย นักท่องเที่ยวฟื้นตัว และราคาพลังงานที่ลดลง จากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ยังมีปัญหาโลกยังมีผลจากสภาพคล่องโลก ดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อที่จะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องเงินหมุนเวียนมากกว่าปีที่แล้ว ต้องติดตาม” นายภากร กล่าว
นายภากร กล่าวว่า ตลท. ได้หารือเรื่องว่าสมควรจะปรับเปลี่ยนเวลาซื้อขายหุ้นหรือไม่ ซึ่งต้องดูหลายเรื่อง และก่อนมีข้อยุติ ก็ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็น นอกจากนี้ ตลท. ได้หารือกับสภาตลาดทุนไทยว่าหลังจากสิ้นสุดของกองทุนแอลทีเอฟ (กองทุนลงทุนระยะยาว นำมาลดหย่อนภาษีได้) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน จะเห็นได้ชัดว่ากำลังซื้อของนักลงทุนและสถาบัน ประเภทกองทุนหายไป เพราะไม่มีแอลทีเอฟ ดังนั้น การหารือร่วมกันว่าควรจะมีกองทุนหรือดำเนินการอะไรที่เหมาะสมเพื่อเสนอทางการให้ร่วมสร้างความเข้มแข็งในตลาดทุนต่อไป
นางพราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากวิกฤติธนาคาร SVB นั้นพบว่าบริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) และกองทุนรวมของไทย มีเพียงไม่กี่กองทุนที่มีการฝากเงินและลงทุนในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับธนาคาร SVB และน้อยมากจนไม่มีสาระสำคัญ และการไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ในวันนี้ยังถือว่าเป็นภาวะปกติ
ขณะที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบวิกฤติธนาคาร SVB หลังจากล่าสุด สถาบันจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ หั่นอันดับเครดิต ซิกเนเจอร์แบงก์ สู่อันดับขยะ รวมทั้งคาดเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย
ส่วนผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ของไทยในแง่การระดมทุน พบว่า การดำเนินงานของผู้ออกหุ้นกู้ยังเป็นสถานการณ์เป็นปกติ ไม่มีบริษัทใดได้รับผลกระทบจากวิกฤติธนาคาร SVB หรือไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง
สำหรับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่พบว่าบริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน และผู้ประกอบการบางแห่งได้สื่อสารลูกค้าระมัดระวังในการลงทุนตั้งแต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในไทยยังปกติดี ระดับสภาพคล่องสุทธิยังเป็นปกติ การชำระราคาหลักทรัพย์ก็เป็นปกติดีทุกอย่าง
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโฆษก ก.คลัง กล่าวว่า นักลงทุนตื่นตระหนก Panic Sell ขายหุ้นขนาดใหญ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จากความกังวลปัญหาวิกฤติแบงก์ในสหรัฐ โดยล่าสุดสถาบันจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ หั่นอันดับเครดิต ซิกเนเจอร์ แบงก์สู่อันดับขยะ พร้อมเล็งปรับลดอีก 6 แบงก์ ได้แก่ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์, ไซออนส์ บันคอร์ปอเรชั่น, เวสต์เทิร์น อลิอันซ์ บันคอร์ป, โคเมริกา อิงค์, ยูเอ็มบี ไฟแนนเชียล คอร์ป และอินทรัสต์ ไฟแนนเชียล คอร์ปอเรชั่น
ในขณะที่กระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตลท. ก.ล.ต. ตั้งทีมมอนิเตอร์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยืนยัน แบงก์ไทยฐานะมั่นคง ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีแบงก์สหรัฐล้ม ฐานะการเงิน แข็งแกร่ง ซึ่งหุ้นไทยที่ลดลงก็เป็นเช่นเดียวกับหุ้นเอเชีย ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่ลดลงราวๆ 2 เปอร์เซ็นต์เศษ ขอให้ นักลงทุนอย่างตื่นตระหนก ซึ่งในขณะนี้ตลาดมองว่าเมื่อเกิดสถานการณ์แบงก์สหรัฐล้มละลายก็อาจเป็นไปได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจจะตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ ซึ่งหากดูพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบและยังได้ผลบวกจากท่องเที่ยว ก.คลัง ยังมั่นใจ เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.5-3.8% .-สำนักข่าวไทย