รัฐสภา 27 ม.ค.- กมธ.เกษตรฯ-พาณิชย์ จี้ ก.เกษตรฯ เยียวยาเกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคระบาดหมู ASF พร้อมกำชับ ก.พาณิชย์ เร่งตรวจสอบ-แก้ปัญหาราคาหมูแพง
นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายทศพร ทองศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมร่วมกัน ในการพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ในประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ นำมาสู่ภาวะสุกรขาดตลาด ทำให้ราคาสุกรปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสินค้าต่างทยอยปรับตัวสูงขึ้น คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญกรมปศุสัตว์ และกรมการค้าภายใน เข้าร่วมประชุม
กรมปศุสัตว์ ได้ชี้แจงรายงานสถานการณ์จังหวัดที่พบโรค ASF ในสุกร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 13 จังหวัด ปริมาณสุกรที่ได้รับความเสียหาย 301,532 ตัว และเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย 9,796 ราย สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา โดยการตรวจสอบพื้นที่ภายใต้การประเมินความเสี่ยง เพื่อกำหนดพื้นที่นำร่อง (Pig Sanbox) คัดกรองคน เครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีความพร้อมและเหมาะสม และสนับสนุนช่วยเหลือด้านการจัดการเลี้ยงดู เช่น พันธุ์สัตว์ราคาถูก การปรับปรุงฟาร์มภายใต้ระบบป้องกันภัยทางชีวภาพของฟาร์มเลี้ยงสุกรสู่ระบบการป้องกันโรค และการเลี้ยงที่เหมาะสม (GFM) การตลาด และแหล่งทุนภายใต้งบกลางประมาณ 1,103 ล้านบาท
ขณะที่กรมการค้าภายใน กำหนดให้มีมาตรการให้ผู้เลี้ยงที่มีปริมาณการเลี้ยงเกิน 500 ตัว ผู้ค้าส่งที่มีปริมาณเกิน 500 ตัว ห้องเย็นที่มีการเก็บสตอกเกิน 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป ดำเนินการแจ้งสตอกให้กรมการค้าภายในทราบ รวมทั้งแจ้งราคาในทุก 7 วัน เริ่มวันที่ 10 มกราคม 2565 เป็นต้นไป สำหรับการจำหน่ายเนื้อหมูได้กำหนดให้มีการติดป้ายราคาจำหน่าย ห้ามขายเกินราคาป้ายที่กำหนดไว้ รวมทั้งดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการขายเกินราคา และการเข้าข่ายค้ากำไรเกินควร ดังนั้น มาตรการที่จะนำมาใช้ คือ 1. เมื่อทราบสตอกจะเร่งนำหมูจากสตอกมาป้อนเข้าสู่ระบบโดยเร็ว และ 2. กำกับราคาไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควร อีกทั้งยังได้ขอความร่วมมือประชาชนผู้บริโภคทั้งประเทศ แจ้งเบาะแสกลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปดำเนินคดีโดยเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ คือ 1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรพิจารณาเร่งดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหาย ปริมาณสุกรที่หายไปจากระบบ และเร่งช่วยเหลือชดเชยเยียวยาแก่เกษตรกร พร้อมทั้งควรมีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน ว่าดำเนินการอย่างไร พร้อมทั้งต้องกำหนดกรอบระยะเวลาในแต่ละลำดับการดำเนินการ 2. กระทรวงพาณิชย์ ควรพิจารณาตรวจสอบให้ชัดเจนว่า เหตุใดราคาเนื้อสุกรที่จำหน่ายในท้องตลาด จึงมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งที่ทางกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า โรคระบาดในสุกรส่งผลให้สุกรลดลงประมาณร้อยละ 10 และปริมาณสุกรที่ส่งเข้าสู่โรงฆ่าชำแหละเพื่อออกสู่ตลาดยังคงเป็นปกติ รวมทั้งควรกำหนดแนวทางมาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็นต่อประชาชน และมีราคาแพง เร่งรัดการสร้างเสถียรภาพทางราคา ไม่มีความแตกต่างของราคาจำหน่ายในตลาดกับราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้.-สำนักข่าวไทย