ทำเนียบฯ 12 มิ.ย. – นบข.รับทราบราคาข้าวตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้ 5 เดือนส่งออกข้าวจะเป็นรองอินเดีย แต่มั่นใจทั้งปีส่งออกได้ไม่ต่ำ 10 ล้านตัน ผู้ค้าข้าวเชื่อวิกฤติข้าวผ่านพ้นไปแล้ว
น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 3/2560 ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า ได้รายงานแนวโน้มและสถานการณ์ข้าวให้ที่ประชุมรับทราบ โดยปริมาณการผลิตข้าวโลกปีนี้คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000-300,000 ตัน เนื่องจากอินเดียและสหรัฐแม้ผลผลิตจะลดลง แต่ปริมาณของแต่ละประเทศที่เพาะปลูกไม่ได้ลดลงมาก ส่งผลให้สตอกข้าวโลกปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 ล้านตัน ขณะที่การค้าและการบริโภคข้าวปีนี้ประเมินว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายประเทศมีความต้องการนำข้าวเพื่อความมั่นคงในประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบังกลาเทศ อิหร่าน และฟิลิปปินส์ที่จะเปิดประมูลข้าวเดือนมิถุนายนนี้ และสั่งซื้อข้าวจากหลายประเทศ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อการส่งออกข้าวไทย
สำหรับสถานการณ์ส่งออกข้าวตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม ไทยส่งออกข้าวไปแล้ว 4.05 ล้านตัน ยังเป็นรองอินเดียที่ส่งออกปริมาณ 4.12 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามส่งออกเป็นอันดับ 3 ปริมาณ 2.17 ล้านตัน ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าหาตลาดข้าวต่อเนื่องทั้งรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี และการนำภาคเอกชนไปเปิดตลาด ขณะที่สถานการณ์ราคาข้าวตลาดโลกปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 100% ราคาปรับขึ้นจากเดือนมีนาคม 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ 715 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนข้าว 5% ราคาอยู่ที่ 438 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็นต้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการประกันภัยพืชผลที่รัฐสามารถเจรจาช่วยให้ประชาชนลดการจ่ายเบี้ยประกันภัยเหลือเพียง 90 บาทต่อไร่ และรัฐบาลพร้อมอุดหนุนช่วยสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สัดส่วนร้อยละ 60 ของเบี้ยประกันภัย โดยเตรียมวงเงินไว้กว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งยังเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถขอเบิกจ่ายงบกลาง เพื่อใช้ในแผนลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังได้ในกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอ
ส่วนแผนการผลิตข้าวแบบครบวงจร ที่ประชุมเห็นชอบแผนการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ให้มากยิ่งขึ้นตั้งเป้าให้มีพื้นที่ 1 ล้านไร่ในปี 2564 และเพิ่มพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่เป็น 19 ล้านไร่ในปี 2564 พร้อมส่งเสริมลดการปลูกข้าวนาปรังปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะเชื่อมโยงตลาดและผู้ประกอบการเพื่อดูแลการผลิตในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพอใจภาพรวมสถานการณ์ข้าว โดยขอให้ดูแลข้าวแบบกลุ่ม โดยเฉพาะข้าวที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อเจาะตลาดให้ดีขึ้น และเน้นย้ำว่าไม่ว่าประเทศอื่นจะมีปัญหาอย่างไร แต่ประเทศไทยต้องเดินหน้าขายข้าวต่อไป
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม ระบายข้าวออกไปแล้ว 5.13 ล้านตัน จากปริมาณข้าวที่ค้างในสตอกปี 2559 ปริมาณ 8 ล้านตัน ทำให้ยังคงเหลือข้าวที่จะระบายทั้งสิ้น 2.94 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 ปริมาณ 160,000 ตัน ข้าวกลุ่ม 2 ปริมาณ 2.2 ล้านตัน และข้าวกลุ่ม 3 ปริมาณ 500,000 ตัน และเดือนกรกฎาคมนี้กรมการค้าต่างประเทศจะเปิดระบายข้าวกลุ่ม 3 ให้กับภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อนำไปผลิตเป็นพลังงานทดแทน หรือเอทานอลก่อนจะเสนอผลการประมูลให้ที่ประชุม นบข.รับทราบ เพื่อขอแนวทางการระบายข้าวส่วนที่เหลือ หากไม่สามารถประมูลได้หมด และคาดว่าภายในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้จะสามารถระบายข้าวในสตอกหมด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดทับราคาให้หายไป ทำให้ราคาข้าวกลับไปสู่กลไกปกติ ส่วนตัวเลขข้าวในบัญชีปริมาณ 1 ล้านตัน ขณะนี้สั่งการให้ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ไปตรวจสอบบัญชีสตอกข้าวเพิ่ม
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า วิกฤติข้าวกำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนแนวทางการดูแลข้าวหลังจากนี้จะต้องวางแผนดูแลผลผลิตข้าวรอบใหม่ที่จะทยอยออกสู่ตลาด รวมถึงกำหนดแนวทางการขายให้ชัดเจน คาดว่าราคาข้าวเปลือกปีนี้จะมีราคาสูงถึง 9,000-10,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวขาวอยู่ที่ 450-500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สำหรับการส่งออกข้าวปีนี้มั่นใจจะได้ตามเป้าหมาย 10 ล้านตัน .-สำนักข่าวไทย
