กรุงเทพฯ มิ.ย.-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ค่าเงินบาท เงินบาทอ่อนค่ากลับมาเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์
หลังแตะระดับ แข็งค่าสุดในรอบ 23 เดือนที่ 33.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้น-กลาง สัปดาห์ท่ามกลางแรงกดดันของเงินดอลลาร์ฯ
จากประเด็นทางการเมือง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่ากว่าระดับ 34.00 บาทต่อดอลาร์ฯ อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศ ทางการฟื้นตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ฯ
ขณะที่ นักลงทุนทยอยปรับโพสิชันก่อน การประชุม FOMC ในวันที่
13-14 มิ.ย. นี้
สำหรับในวันศุกร์ (9 มิ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 34.07 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับ 34.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 มิ.ย.) สำหรับสัปดาห์ถัดไป (12-16 มิ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.90-34.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องติดตามผลการประชุมนโยบายการเงิน ประมาณการเศรษฐกิจ
และ dot plot ชุดใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย
ผลสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนมิ.ย. ยอดค้าปลีก
ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.
ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ และสต็อกสินค้าคงคลังภาค ธุรกิจเดือนเม.ย. นอกจากนี้
ตลาดน่าจะรอติดตามประเด็นต่อเนื่องหลังสถานการณ์การเลือกตั้งในอังกฤษ
และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน
สำหรับดัชนีหุ้นไทยทรงตัว
ขณะที่ตลาดรอปัจจัยใหม่มากระตุ้น โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,566.65 ลดลง 0.06% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย ต่อวันเพิ่มขึ้น 12.68% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 43,344.75 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์
mai ปิดที่ 564.28 จุด ลดลง 0.97% จากสัปดาห์ก่อน ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากนัก ลงทุนรอประเมินปัจจัยสำคัญของยุโรปและสหรัฐฯ
โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งของอังกฤษ และคำให้การของนายเจมส์ โคมีย์
ต่อประเด็นที่เกี่ยวกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม SET
Index เผชิญแรง กดดันมากขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์จากแรงเทขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตของนัก ลงทุนในช่วงก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ
สัปดาห์ถัดไป Thailand’s SET index
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (12-16 มิ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย
จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,555 และ 1,545 จุด ขณะที่ แนวต้าน อยู่ที่ 1,575 และ 1,590 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่
การประชุมธนาคารกลางของสหรัฐฯ (เฟด) และการประชุมธนาคาร กลางญี่ปุ่น
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟด
ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ผลผลิต ภาคอุตสาหกรรม
และเครื่องชี้อสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ อาทิ
ข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนและจีน.-สำนักข่าวไทย
