fbpx

แนะโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันควรมาพบแพทย์ทันที

สำนักข่าวไทย 16 ต.ค.- กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก แนะนำผู้ป่วยหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) หากได้รับการรักษาล่าช้า อาจทำให้เสียชีวิตได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุอาจเกิดได้จากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันชนิดเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้าย อาจจะมีร้าวไปที่แขนซ้ายหรือร้าวไปที่กราม ร่วมกับมีอาการเหงื่อออก มือเท้าเย็น วิงเวียน จะเป็นลม หมดแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ซึ่งผู้ป่วยที่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลมาจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน คือ การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนลงพุง การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ แต่อย่างไรก็ดีอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา


นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ และทุกเวลา เช่น ขณะออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่ง นอนหลับพักผ่อน เกิดจากมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว จากการมีคราบไขมัน (Plaque) และเมื่อเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวณนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และถ้ามีการเต้นหัวใจผิดจังหวะของหัวใจห้องล่างชนิดร้ายแรง (VT/VF) ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตฉับพลันได้

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการแต่ยังรู้สึกตัวดีต้องรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าจะต้องมีความรู้เรื่องการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และรู้จักการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ (AED) ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่เรียกว่าระบบช่องทางด่วน (fast track) โดยติดต่อหมายเลข 1669 เพื่อนำส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation จะต้องได้รับการรักษาทันที ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการสวนหัวใจ เพื่อเปิดหลอดเลือด ซึ่งมีระยะเวลาที่เป็นนาทีทอง (golden period) 120 นาทีในการเปิดหลอดเลือดเลือดหัวใจ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ภายหลังการรักษาผู้ป่วยต้องรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ด้วยการมาพบแพทย์ตามนัด ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก เวลาออกแรง เหนื่อยง่าย หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้ ขาบวมกดบุ๋มให้รีบมาพบแพทย์ทันที .-สำนักข่าวไทย


ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

กราดยิงโรงเรียนประถมในสหรัฐ เสียชีวิต 15 คน

เกิดเหตุกราดยิงในสหรัฐอีกแล้ว คราวนี้สุดสลด เพราะเกิดขึ้นในโรงเรียนประถมที่รัฐเท็กซัส มีเด็กน้อยเสียชีวิต 14 คน และครูอีก 1 คน ส่วนมือปืนถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

กำจัดกิ้งกือนับล้านบุกบ้าน

ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดกองทัพลูกกิ้งกือนับล้านตัว ตามบ้านเรือนหลายหลัง บุกเข้ามาช่วงฝนหยุดตก ไต่ตามผนังบ้านจนขนลุก เกรงเป็นอันตรายกับเด็กเล็ก

“อัจฉริยะ” เผยติดต่อเจ้าของคลิปบนเรือเป็นพยาน

“อัจฉริยะ” เผยอยู่ระหว่างเกลี้ยกล่อมเจ้าของคลิปทำร้ายร่างกายบนเรือ ให้เป็นพยานในคดี พร้อมระบุ หาก DSI ไม่รับเป็นคดีพิเศษ หลักฐานนี้จะถูกปิดตาย ทั้งนี้รู้ตัวคนเล่นเฟซบุ๊กเเตงโม ยันไม่เกี่ยวกับตัวเอง วอนเเม่ไปเเจ้งความ พร้อมขอตำรวจเรียก”เฮียเซี๊ยะ” เจ้าของอู่เรือตัวจริงให้ปากคำ ประเด็นกล้องเสีย

ข่าวแนะนำ

สธ. ให้ “ฝีดาษลิง” เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

สธ. ให้ “ฝีดาษลิง” เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ย้ำยังไม่พบในไทย ระยะฟักเชื้อ 5-21 วัน มีไข้และผื่นตุ่มหนองขึ้น ได้ตามตัว รวมถึงอวัยวะเพศและทวารหนัก

“อัจฉริยะ” เผยติดต่อเจ้าของคลิปบนเรือเป็นพยาน

“อัจฉริยะ” เผยอยู่ระหว่างเกลี้ยกล่อมเจ้าของคลิปทำร้ายร่างกายบนเรือ ให้เป็นพยานในคดี พร้อมระบุ หาก DSI ไม่รับเป็นคดีพิเศษ หลักฐานนี้จะถูกปิดตาย ทั้งนี้รู้ตัวคนเล่นเฟซบุ๊กเเตงโม ยันไม่เกี่ยวกับตัวเอง วอนเเม่ไปเเจ้งความ พร้อมขอตำรวจเรียก”เฮียเซี๊ยะ” เจ้าของอู่เรือตัวจริงให้ปากคำ ประเด็นกล้องเสีย

ทนายเดชา เผยแม่แตงโมส่งมือถือให้บังแจ็ค

ทนายเดชา เปิดแถลงด่วนเผย “แม่แตงโม” ส่งมือถือไปให้ “บังแจ็ค” ที่สหรัฐ หวังให้ช่วยกู้ภาพหลักฐานว่าถูกฆาตกรรมหรือไม่

ฝีดาษลิง ติดยากกว่าโควิด คาดอีก 2 สัปดาห์ มีชุดตรวจ

หน.ศูนย์จีโนมฯ ชี้ “ฝีดาษลิง” ติดยากกว่าโควิด การแพร่ในต่างประเทศยังไม่พบสาเหตุ พร้อมเร่งพัฒนาชุดตรวจ คาดแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นี้