ศธ. 26 มี.ค. – เปิดผลสำรวจอัตรารู้หนังสือ คนไทยรู้หนังสือสูงขึ้นเกือบ 99% หากเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประชุมแถลงผลการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทยปี 2568 ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทย ปี 2568 โดยพัฒนาแบบสำรวจการอ่านของประชากรที่จัดทำโดยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สุ่มตัวอย่างครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 7,429 ตำบล คิดเป็น 225,963 ครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 533,024 คน
ผลการสำรวจ ฯ พบว่า อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป อยู่ที่ 1.17% และอายุ 7 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 1.16% เมื่อพิจารณาในรายจังหวัด พบว่า 51 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือน้อยกว่า 1% 25 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือระหว่าง 1 – 5% และมีเพียงจังหวัดเดียวที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงกว่า 10% จากข้อมูลนี้ ปัจจุบันคนไทยมีอัตราการรู้หนังสือของคนไทยสูงขึ้นเกือบ 99% และหากเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ได้สำรวจไว้ในปี 2022 และเมื่อนำข้อมูลของไทย ณ ปัจจุบันไปเทียบ เราน่าจะเป็นอันดับ 1 จากเดิมที่อันดับตามมาเลเซีย สิงคโปร์
นอกจากนี้ มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ภาวะการลืมหนังสือ การอ่านน้อยลง หรือการถดถอยของทักษะในการอ่านในผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ที่ไม่มีงานทำมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นภัยเงียบที่ทำให้คุณภาพการอ่านของคนไทยลดน้อยลง 2) ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการรู้หนังสือมากขึ้น คือ แรงขับจากการต้องการมีงานทำ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพในการรู้หนังสือของผู้เรียน พบว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว และ 4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการรู้หนังสือ และป้องกันภาวะการลืมหนังสือ คือ การกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันตามความสนใจ และกลุ่มอายุ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ จะช่วยให้เกิดพัฒนาตนเองกันระหว่างกลุ่ม ข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ 1) การสร้าง Active Ageing ผ่านการรู้หนังสืออย่างมีส่วนร่วมจะช่วยทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ความมั่นคงในชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้สูงวัย 2) การส่งเสริมการรู้หนังสือที่เพิ่มมากขึ้นต้องสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามความสนใจและต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 3) การประยุกต์ใช้ AI รวมทั้งการจัดทำสื่อที่ทันสมัยและน่าสนใจ จะช่วยทำให้ประชากรในทุกช่วงวัยได้มีโอกาสพัฒนาการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น และ 4) การส่งเสริมให้ประชากรที่ว่างงานมีงานทำเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วงส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเอง และพัฒนาทักษะการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ผลการสำรวจการรู้หนังสือของคนไทย จะเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์การพัฒนาการศึกษา เพื่อประกอบการจัดทำแผนและยุทธศาสตร์การศึกษา และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศ รวมถึง สกศ. ได้หารือ UNESCO และส่งผลข้อมูลนี้ซึ่งมีความเป็นปัจจุบันไปใช้ในการจัดอันดับระดับนานาชาติได้อย่างแม่นยำและสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างแท้จริง. -416-สำนักข่าวไทย