ขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียน 8,833 ราย เป็นสถานะร้าง

นนทบุรี 13 พ.ค.- รมช.พณ. ชี้ปีงบประมาณ 2564 ก.พาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียน 8,833 ราย ทำให้นิติบุคคลมีสถานะร้าง เพื่อเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน ป้องกันมิจฉาชีพที่จะนำความน่าเชื่อถือของนิติบุคคลไปหลอกลวงประชาชน


นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายงานให้ทราบว่า ปีงบประมาณ 2564 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการขีดชื่อนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครออกจากทะเบียน เนื่องจาก “ไม่นำส่งงบการเงิน” ติดต่อกัน 3 ปี (ปีงบการเงิน 2560-2562) จำนวน 4,441 ราย และไม่จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีภายใน 3 ปีนับแต่วันรับจดทะเบียนเลิก จำนวน 4,392 ราย รวมทั้งสิ้น 8,833 ราย เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน สร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจที่จะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจ และป้องกันความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ

ทั้งนี้ นิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการในแนวทางเดียวกัน สำหรับการขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากมูลเหตุหรือข้อสันนิษฐาน ดังนี้ 1) ไม่ส่งงบการเงินนับแต่ปีปัจจุบันย้อนหลังไป 3 ปีติดต่อกัน 2) จดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่มีตัวผู้ชำระบัญชีทำการอยู่หรือไม่ได้จัดทำรายงานการชำระบัญชี หรือไม่ได้ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี นับแต่วันรับจดทะเบียนเลิก ซึ่งเป็นเหตุให้เชื่อว่านิติบุคคลไม่ได้ประกอบการงานแล้ว หากไม่ขีดชื่อออกจากทะเบียน ชื่อของนิติบุคคลนั้นคงค้างอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนของกรมฯ ทำให้ไม่สอดคล้องกับจำนวนนิติบุคคลที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลต่อประชาชน ผู้ร่วมค้า หรือผู้ร่วมลงทุนอาจเข้าใจผิดในสถานะของนิติบุคคลเหล่านั้นได้และก่อให้เกิดความเสียหายจากการทุจริตหลอกลวงตามมา ทั้งนี้ เมื่อนิติบุคคลมี สถานะร้าง จะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล แต่อาจกลับคืนสู่ทะเบียนได้โดยการร้องขอต่อศาลภายใน 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียน


อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงฐานข้อมูลสถานะของนิติบุคคลถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลนิติบุคคลอันจะส่งผลต่อการวิเคราะห์การเจริญเติบโตในภาคธุรกิจและตัดโอกาสการถูกหลอกลวงของประชาชน ดังนั้น นิติบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งการจัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าถือเป็นหน้าที่สำคัญของนิติบุคคล รวมไปถึงกรณีที่นิติบุคคลจะยุติธุรกิจลงแต่ก็ยังคงมีหน้าที่ในการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีให้เสร็จสิ้น และขอฝากให้มีการศึกษาคู่ค้าหรือการเลือกลงทุนกับธุรกิจใดจะต้องตรวจสอบข้อมูลหรือสถานะให้ดีเพื่อป้องกันการมิให้เกิดความเสียหายขึ้น โดยสามารถตรวจสอบสถานะนิติบุคคลได้ผ่าน 3 ช่องทาง 1) สายด่วน 1570 2) www.dbd.go.th หัวข้อ DBD DataWarehouse+ (คลังข้อมูลธุรกิจเดิม) และ 3) ดาวน์โหลด Application ‘DBD e-Service’ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเพื่อเช็คสถานะนิติบุคคลได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถตรวจสอบรายชื่อนิติบุคคลที่มีสถานะร้างได้ที่ www.dbd.go.th >> คู่มือทำธุรกิจ >> จดทะเบียนธุรกิจ >> ประกาศถอนทะเบียนร้างและคืนสู่ทะเบียนต่อไป.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

ตึกถล่มพบเสียชีวิตเพิ่ม

พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ทีมกู้ภัยเร่งกู้ร่าง

พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย ในพื้นที่โซน B และโซน C มีซากอาคารถล่มทับร่างอยู่ ทีมกู้ภัยเร่งกู้ร่างและค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารต่อเนื่อง

ชายวัย 50 ไหว้ขอโทษ ไม่มีเจตนากุเรื่องเมียท้อง 4 เดือน ติดใต้ซากตึก สตง.

ชายวัย 50 ปี ยกมือไหว้ขอโทษ ไม่มีเจตนากุเรื่องภรรยาท้อง 4 เดือน ติดใต้ซากอาคาร สตง.ถล่ม ด้านรอง ผบช.น. เตือนอย่าใช้โอกาสที่มีผู้ประสบเหตุสร้างความสงสารหลอกเอาทรัพย์สิน มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ออกแล้ว! ผลตรวจเหล็ก 28 ชิ้น ตึก สตง.ถล่ม พบไม่ได้มาตรฐาน 13 ชิ้น

ผลตรวจตัวอย่างเหล็ก 28 ชิ้น ตึก สตง.ถล่มจากแผ่นดินไหว พบได้มาตรฐาน 15 ชิ้น ไม่ได้มาตรฐาน 13 ชิ้น ยังไม่สรุปเป็นสาเหตุตึกถล่ม ชี้ต้องดูหลายองค์ประกอบ

ข่าวแนะนำ

พ่อขอของขวัญวันเกิดให้ลูกชายรอดชีวิตจากตึก สตง.ถล่ม

พ่อของหนุ่มขอนแก่น วัย 35 ปี หนึ่งในผู้สูญหายจากอาคาร สตง.ถล่ม ขอของขวัญวันเกิดให้ลูกชายรอดชีวิต ส่วนหนุ่มช่างประปา วัย 32 ปี เหยื่อตึก สตง.ถล่ม เผาแล้ว แม่ยังทำใจไม่ได้ สะอื้นไห้หน้าเมรุ

“ชัชชาติ” เผยเตรียมกู้ 5 ร่างที่พบ-ขนย้ายชิ้นส่วนอาคารแล้ว 100 ตัน

ผู้ว่าฯ กทม. เผยเตรียมกู้ 5 ร่าง จาก 14 ร่างที่พบ ขนย้ายชิ้นส่วนอาคารแล้ว 100 ตัน ยันไม่ขีดเส้นตายหยุดช่วยเหลือ ปรับแผนเพิ่มการรื้อถอนด้วยเครื่องจักรหนักควบคู่ไปมากขึ้น