fbpx

สสว.-ส.อ.ท.นำทัพเอสเอ็มอีไทยบุกส่งออก

กรุงเทพฯ 2 ก.ย. – สสว.-ส.อ.ท. นำทัพเอสเอ็มอีไทยบุกส่งออก เจรจาการค้า 324 คู่ เกิดเม็ดเงินกว่า 230 ล้านบาท


นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แม้ว่าในขณะนี้ไทยจะประสบกับการระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงไปมาก แต่กำลังซื้อในต่างประเทศกำลังฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกของไทยที่ขยายตัวมากในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สสว. จึงร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยออกไปเปิดตลาดการค้าในต่างประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย และบาห์เรน ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ 100 ราย และผู้ประกอบการจาก 3 ประเทศ จำนวน 100 ราย สามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยได้ 324 คู่ แบ่งเป็น ประเทศจีน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศจีน 15 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 62 คู่ โดยสินค้าที่ฝ่ายจีนให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ อาหารเกษตรแปรรูป อาทิ ผัก-ผลไม้อบแห้ง รวมถึงคุกกี้สอดไส้ผลไม้

ส่วนประเทศอินเดีย มีผู้ประกอบการไทย 40 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศอินเดีย 60 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 168 คู่ สินค้าที่ผู้นำเข้าอินเดียให้ความสนใจ ได้แก่ อาหารแปรรูปจากพืช อาหารทานเล่นจากผักและไม้ รวมถึงของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน และประเทศบาห์เรน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศบาห์เรน 17 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 96 คู่ โดยสินค้าที่บาห์เรนให้ความสนใจมากที่สุด คือ สินค้าเพื่อสุขภาพ และรองลงมา คือ สินค้าเกษตรแปรรูป


ในภาพรวม กลุ่มสินค้าที่จับคู่มากสุด ได้แก่ อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องใช้และของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินในการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 230 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะเกิดเม็ดเงินตามมาอีกมาก

“โครงการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำเอสเอ็มอีของไทยออกไปเปิดตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพเหล่านี้ และจะเกิดการต่อยอดซื้อขายจากนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดย สสว. และ ส.อ.ท. จะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ร่วมกันกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ไปได้ และเกิดลูกค้าต่างชาติรายใหม่ ๆ มากขึ้นในอนาคต” นายวีระพงศ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


ดูข่าวเพิ่มเติม

Top Viewed • อ่านมากสุด

ดูทั้งหมด

“ตำรวจเก๊” เรียกตรวจ “ตำรวจจริง” สุดท้ายไม่รอด

รวบแก๊งตำรวจปลอมก่อคดีตบทรัพย์วัยรุ่นนับแสนบาท ก่อนเจอตอเรียกตรวจตำรวจจริง สุดท้ายโดนรวบ ผู้เสียหายนับสิบโผล่ชี้ตัว

คปภ. ชี้อาคเนย์ประกันภัย ต้องทำตามหลักเกณฑ์ก่อนเลิกกิจการ

คปภ. ชี้อาคเนย์ประกันภัย ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เลิกกิจการ ย้ำทุกกรมธรรม์ยังได้รับความคุ้มครอง ต้องดูแลประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย

“มหาเธร์” อาการดีขึ้นแล้ว

ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของมาเลเซีย อาการดีขึ้นแล้ว หลังเข้าโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านหัวใจ ขณะนี้ย้ายมาพักฟื้นที่แผนกผู้ป่วยทั่วไปและมีกำลังใจดีเยี่ยม

ข่าวแนะนำ

ตำรวจ พฐ.ลงพื้นที่ตรวจทางม้าลายจุดชน “หมอกระต่าย”

ตํารวจกองพิสูจน์หลักฐานกลางลงพื้นที่ตรวจสอบทางม้าลาย หน้า รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานความเร็วและข้อมูลทางเทคนิคนำไปประกอบสำนวนคดี

“วราวุธ” สั่งย้ายด่วนหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เหตุจัดเลี้ยงในเขตอุทยานฯ

รมว.ทส. เผยสั่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงนามคำสั่งย้ายด่วนหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังปรากฏคลิปจัดงานเลี้ยงปีใหม่บนเขาใหญ่ ซึ่งอาจผิดทั้ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค และมีผู้วิพากษ์วิจารณ์จำนวนาก

เช้านี้ คราบน้ำมันอยู่ห่างชายหาดเพียง 2 กม. เร่งขจัด

หลายหน่วยงานเร่งปฏิบัติการขจัดคราบน้ำมันในทะเล รวมถึงเร่งวางทุ่นป้องกันน้ำมันดิบเข้าฝั่ง หลังพบล่าสุดคราบน้ำมันอยู่ห่างชายหาดแม่รำพึงเพียง 2 กม.

ทดลองปลูกข้าวญี่ปุ่น “โคชิฮิคาริ” กก.ละ 4 พัน

เกษตรกรลำปางทดลองปลูกข้าวโคชิฮิคาริ ราคาแพงสุดในโลก แบบตอซัง ถือเป็นการปลูกข้าวแบบโบราณ ลงทุนเพียง 1 ครั้ง เก็บเกี่ยวได้ 3–4 รอบ แยกขายเมล็ดพันธุ์ กิโลกรัมละ 3,000 – 4,000 บาท ข้าวสารกิโลกรัมละ 700 บาท ขณะนี้ข้าวมีไม่เพียงพอในการจำหน่าย