กรุงเทพฯ 24 พ.ค. – นักวิเคราะห์ เชื่อตลาดรอความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล หลังฟันโฟลว์ไหลออกต่อเนื่อง ประเมินไหลออกไม่เกิน 1 แสนล้านบาท คาดฟันโฟลว์จะไหลกลับหลังโหวตเลือกนายกฯ
หลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ (Fund Flow) ต่อเนื่อง โดย นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าช่วงที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิทั้งในหุ้นและพันธบัตร รวมกันกว่า 8 หมื่นล้านบาท มองว่าฟันโฟลด์ที่ไหลออก เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจน การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การโหวตเลือกนายรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการเลือกตั้ง ฟันโฟลว์จะไหลเข้า และหุ้นจะขึ้น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เนื่องจากผลการเลือกตั้ง รัฐบาลเปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนขั้ว เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในกรีซ พบว่าหลังการเลือกตั้งหุ้นขึ้น 6% เพราะได้รัฐบาลกลุ่มเดิม แต่การเลือกตั้งในไทย กำลังเผชิญเงื่อนไขยากในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นกลุ่มใหม่ แต่เชื่อว่าเมื่อได้รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหน จะส่งผลฟันโฟลว์ไหลกลับเข้ามา เพราะต่างชาติ ไม่ได้มองกลุ่มมองขั้ว ในการเทรดระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสฟันโฟลว์ไหลออกไปจนถึงเดือน ส.ค.66 ตามไทมไลน์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร แต่หากมีปัจจัยหนุนที่ทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เช่น เสียงสนับสนุน และท่าทีของ ส.ว. ก็อาจเห็นตลาดหุ้นค่อยๆฟื้นตัวก่อนถึงเดือน ส.ค. ได้ แต่ยังต้องรอดูท่าทีของ กกต. ต่อกรณีการถือหุ้น ไอทีวีของนายพิธา ลิมเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลด้วย แต่ก็คาดว่าฟันโฟลว์จะไหลออกไม่ต่ำไปกว่าครึ่งหนึ่งของมูลซื้อสุทธิในปีที่แล้ว ที่ 2 แสนล้านบาท คือไม่น่าเกิน 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ตลาดยังพอมีปัจจัยบวกบ้าง ได้แก่ การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐ และการคงอัตราดอกเบี้ยของเฟด
“เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง ปี 2562 พบว่า 2 สัปดาห์ ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี ในเดือนมิ.ย.2562 หุ้นขึ้นมา 2% ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิกว่า 46,000ล้านบาท และเดือน ก.ค.2562 ซื้อสุทธิอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น 2 เดือนซื้อสุทธิรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นจะรอดูนโยบาย ซึ่งจะส่งผลต่อฟันโฟลว์ในระยะยาว ตามปัจจัยพื้นฐานประเทศ” นายณัฐพล กล่าว
ขณะที่นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ โดยปลายเดือน ก.ค.66 จะได้นายกรัฐมนตร และต้นเดืนอ ส.ค.66 จะได้คณะรัฐมนตรี แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่เชื่อว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ และมองว่า MOU ของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี เนื่องจากแบงก์ไหนที่มีวงเงินปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีมาก ก็จะได้ประโยชน์ ส่งผล NPL ลดลง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อย กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก ที่น่าสนใจ เพราะจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์
ขณะที่ช่วงนี้ยังเป็นไปจังหวะที่น่าลงทุนใน SSF และ RMF หากเป็นไปตามคาดการณ์ที่ กนง .จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเดียวในปีนี้ อีก 0.25 % มาอยู่ที่ระดับ 2.00% ซึ่งระดับดัชนีที่เหมาะสม คือ 1,577 จุด แต่ขณะนี้ดัชนีต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการลงทุน โดยคาดว่าดัชนีสิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ 1650 – 1700 .-สำนักข่าวไทย