ทำเนียบรัฐบาล 1 มิ.ย.-ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างปฏิญญาทางการเมือง เรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2564 ของยูเอ็น หวังบรรลุเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขภายในปี 2573
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2564 ในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ.2564 และเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมติดตามการดำเนินการยุติปัญหาเอดส์ในฐานะภัยคุกคามด้านสาธารณสุขภายในปี 2573 และความคืบหน้าการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
“การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันเชื้อเอชไอวี และสร้างความมั่นใจว่าร้อยละ 95 ของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จะเข้าถึงและมีทางเลือกการป้องกันเชื้อเอชไอวีแบบผสมผสานที่เหมาะสม ยึดคนเป็นศูนย์กลางและมีประสิทธิผลภายในปี 2568 และบรรลุเป้าหมายในการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี การรักษา และการกดปริมาณไวรัส เพื่อให้แน่ใจว่าภายในปี 2568 จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกอย่างน้อย 32 ล้านคนเข้าถึงการรักษา ขจัดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกและยุติโรคเอดส์ในเด็กภายในปี 2568 ทำให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างเพศและสิทธิมนุษยชนของสตรีและเด็กหญิงกลุ่มต่างๆ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ต้องใช้หลักการการมีส่วนร่วมของผู้ติดเชื้อและเสริมสร้างพลังอำนาจให้ชุมชน ขจัดการตีตราและเลือกปฏิบัติจากเอชไอวี และให้ความเคารพ ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ติดเชื้อ ผู้ที่มีความเสี่ยง และผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีการลงทุนด้านทรัพยากรที่เป็นรูปธรรมและการพัฒนาแนวทางและการอบรมให้แก่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของโลกและเพิ่มการลงทุนประจำปีด้านเอชไอวีในประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ เร่งรัดการบูรณาการบริการเอชไอวีเข้าสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเพิ่มความเข้มแข็งและยืดหยุ่นให้กับระบบสุขภาพและการปกป้องทางสังคม การสร้างระบบให้กลับคืนมา ให้มีความเท่าเทียมและครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งเตรียมความพร้อมต่อการระบาดทั่วโลกในอนาคต และเสริมสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการใช้ข้อมูล นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนาและวิทยาการเพื่อเร่งรัดการยุติเอดส์.-สำนักข่าวไทย