ทำเนียบรัฐบาล 21 พ.ค.-ที่ประชุม ศบค.มีมติขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64 ส่วนพื้นที่ 4 จังหวัดควบคุมสูงสุดให้เรียนออนไลน์เท่านั้น
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 12 โดยให้ขยายระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึง 31 กรกฎาคม 2564 นอกจากนี้ยังรับทราบและเห็นชอบมาตรการด้านสาธารณสุขการจัดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่ 1 พ. ศ. 2564 เกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรคในการจัดประชุมรัฐสภา
“ให้สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดการประชุม ยกเว้นกรณีที่ผู้ควบคุมการประชุมจะผ่อนผันให้ไม่ใช้ระหว่างการอภิปรายได้ และมอบหมายให้ กทม. สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เป็นหน่วยกำกับติดตามการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุข ที่ กทม.และกรมควบคุมโรคกำหนด รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรวัคซีนจำนวน 2,000 โดส ฉีดให้ข้าราชการรัฐสภา ในช่วงวันที่ 21-25 พฤษภาคม 2564 ก่อนประชุม” โฆษก ศบค. กล่าว
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียน เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ใน 4 จังหวัดควบคุมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ยังห้ามใช้อาคารสถานที่จัดการเรียนการสอน ให้จัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น แต่ในส่วนของ 17 จังหวัดควบคุมสูงสุด ให้ใช้อาคารเรียนได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ส่วนพื้นที่ควบคุม 56 จังหวัด ให้ใช้อาคารสถานที่สำหรับการเรียนการสอนได้ โดยการรวมกลุ่มของคนส่วนมาก จะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด คือต้องไม่เกิน 50 คน
“เรื่องเปิดเทอม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอมาตรการแนวทางการปฏิบัติของสถานศึกษาว่าให้เน้นการเรียนออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนเป็นหลัก โดยเฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัดต้องเรียนออนไลน์เท่านั้น แต่จังหวัดอื่น ๆ ให้ผสมผสานทั้งออนไลน์และon site” โฆษก ศบค. กล่าว
สำหรับการกระจายวัคซีนที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า จะฉีดพร้อมกันวันที่ 7 มิถุนายน ผ่าน 3 ช่องทาง คือ ระบบหมอพร้อม ลงทะเบียน ณ จุดบริการ และกระจายวัคซีนให้กลุ่มเฉพาะ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค.-สำนักข่าวไทย